วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จิตวิญญาณผู้หญิง ความจริงเหนือศาสนา


พระชาย  วรธัมโม                 คมชัดลึก อังคาร  5  มีนาคม  2556




             ๕  มีนาคมเป็นวันสตรีสากลทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว เพศหญิงเคยได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพีแห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์

            มนุษย์มีวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาแล้วเป็นเวลา ๕ ล้านปี หลักฐานที่บ่งบอกว่ามนุษย์อยู่บนโลกใบนี้มาช้านานมากที่สุดคือ ถ้ำลาสโกซ์ อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นถ้ำที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังถึง ๒,๐๐๐ ภาพ นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่าภาพเหล่านี้มีอายุอยู่ที่ ๑๗,๐๐๐ ปีทีเดียว เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ช่วงเวลานั้นมนุษย์ยังไม่มีศาสนา ศาสนาเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา

            ในเมื่อศาสนายังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นจึงเป็นธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่มาในรูปของ เทพี หรือ เทพผู้หญิง (Mother Goddess) วันนี้เราจะย้อนกลับไปศึกษาความเชื่อของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ว่าพวกเขาคิดหรือเชื่ออะไรในการดำรงอยู่ของชีวิต

            ...................................................................

เมื่อประมาณ 5 ล้านปีที่แล้วหลังจากที่มนุษย์วิวัฒนาการจากการใช้ชีวิตบนต้นไม้ด้วยการลงมาอยู่บนพื้นดิน มนุษย์ก็ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่ ต่อมาจึงเริ่มปักหลักอยู่เป็นที่เป็นทาง มีการเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำ แล้วต่อมามนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง 

เมื่อมนุษย์รู้จักสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง มนุษย์ก็เริ่มรู้จักทำการเพาะปลูก เพศชายออกไปล่าเหยื่อในขณะที่เพศหญิงเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรกรรมด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ฝังไว้ใต้ดินรอวันแตกหน่องอกงาม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์หันมาให้ความเคารพบูชาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติซึ่งอยู่ในรูปของ เทพผู้หญิงผู้ให้กำเนิดความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพรรณธัญญาหาร

มนุษย์ยุคโบราณปั้นรูปเคารพจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ในรูปร่างของเพศหญิง มีเต้านม มีสรีระอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีเครื่องเพศเด่นชัด  คนโบราณให้ความยกย่องเพศหญิงว่าเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ผิดกับสมัยนี้ที่มองเพศหญิงว่าเป็นเพียงวัตถุทางเพศ คนยุคปัจจุบันมองเพศหญิงว่ามีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าเพศชาย บางทีคนโบราณอาจมีจิตใจสูงส่งกว่าคนในยุคปัจจุบันก็ได้ถึงแม้ยุคโบราณจะยังไม่มีศาสนาเกิดขึ้น อีกทั้งความอ้วนก็ไม่ได้ถูกมองว่าน่าเกลียด แต่ความอ้วนหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความอดอยาก

อวัยวะเพศหญิงคืออวัยวะที่ให้กำเนิดทารกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการก่อกำเนิด  
เต้านมเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งอาหารเมื่อทรวงอกของแม่ทำหน้าที่ผลิตน้ำนมให้ลูกดื่มกิน



 รูปปั้นเทพผู้หญิงที่มีชื่อเสียง "วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ"  มีอายุ ๒๗,๐๐๐ ปี แกะจากหินปูน พบบริเวณลุ่มแม่น้ำดานูบในทวีปยุโรป วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ มีนมและเครื่องเพศเด่นชัดหมายถึงการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีความสูง 4 นิ้วครึ่ง 



คนสมัยโบราณปั้นรูปเทพีผู้หญิงขนาดเล็กเป็นรูปเคารพด้วยความคาดหวังว่าความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติจะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารที่เพาะปลูกมีความเจริญงอกงามให้ดอกออกผลเหมือนกับสรีระของเพศหญิงที่มีเต้านมคือแหล่งอาหารและอวัยวะเพศคือการให้กำเนิดชีวิต

มีการขุดพบรูปปั้นเทพีตามจุดต่างๆ ของโลก รูปปั้นเหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกระทัดรัดเท่าฝ่ามือหรือบางครั้งก็อาจใหญ่กว่านั้น มีลักษณะเปลือยเน้นที่รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทำด้วยวัสดุง่ายๆ เช่นดินเผาหรือแกะสลักจากหิน ตัวอย่างเช่น รูปปั้นวีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟในทวีปยุโรป รูปปั้นเทพีนั่งห้อยเท้าแห่งชาทาโฮยุคในประเทศตุรกี รูปปั้นเทพีดอกไม้แห่งคันธาระพบในปากีสถาน และยังพบรูปปั้นลักษณะคล้ายกันนี้อีกหลายแห่งกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ของโลก




เทพีดอกไม้แห่งคันธาระ ทำจากดินเผา บนศีรษะของเทพีเต็มไปด้วยดอกไม้ มีใบไม้พาดกลางลำตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร พบที่ปากีสถาน มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต สหราชอาณาจักร



          รูปปั้นเทพีเหล่านี้ถือเป็นรูปเคารพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ยังไม่มีความหมายลึกซึ้งไปถึงระบบ ศีลธรรม ความดีความชั่ว เป็นเพียงรูปเคารพของความศรัทธาในพลังธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารออกดอกออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ เพื่อมนุษย์จะได้มีอาหารบริโภครอดพ้นจากความอดอยาก

แม้บ้านเราจะมีอารยธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี อายุ ๕,๐๐๐ ปี แหล่งอารยธรรมผาแต้ม จ.อุบลราชธานี อายุ ๔,๐๐๐ ปี  หรืออุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ อายุ ๘,๕๐๐ ปี แต่ยังไม่พบรูปปั้นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนแถบนี้ จะมีก็แต่การเคารพบูชา พระแม่ ปรากฏอยู่ในพิธีกรรมต่างๆ ที่สืบทอดกันมาช้านาน เช่น:



   เทพผู้หญิงทำจากดินเผา นั่งบนบัลลังก์ห้อยเท้า มีเสือสองตัวขนาบข้างแสดงถึงบริวารและความมีอำนาจ รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ พบที่เมืองโบราณชาทาโฮยุค ประเทศตุรกี มีอายุประมาณ ๖,๐๐๐ ปี

   


ประเพณีลอยกระทงคือการบูชาพระแม่คงคา ประเพณีทำขวัญข้าวคือการบูชาพระแม่โพสพ หลังการทำบุญตักบาตรเรามีการกรวดน้ำลงดินฝากพระแม่ธรณีนำไปให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับ ในพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าผจญมาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมให้น้ำไหลหลั่งออกมาช่วยพระพุทธองค์จากเหล่ามารที่มาผจญ จนมารเหล่านั้นต้องพ่ายแพ้ไป พระแม่ธรณีถือได้ว่าเป็นเทพีที่คอยสนับสนุนการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้ามาช้านานหลายพระองค์แล้วนับแต่อดีตกาลอันยาวไกล

แม้เราจะไม่พบหลักฐานรูปปั้นเทพีใดๆ ในดินแดนแถบนี้ แต่นี่คือการสืบทอดทางวัฒนธรรมความเชื่อเรื่อง เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพิธีกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานนับตั้งแต่ดินแดนแห่งนี้ยังไม่มีศาสนากำเนิดขึ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าในอดีตกาลมนุษย์เรามีวัฒนธรรมการนับถือเทพผู้หญิงแห่งความอุดมสมบูรณ์อยู่ทั่วทุกมุมโลกทั้งแถบยุโรปและเอเชีย

ก่อนรับประทานข้าวในวันนี้ เราขอขอบคุณพระแม่โพสพที่ทำให้เราได้มีเมล็ดข้าวบริโภค ทำให้เราไม่อดอยาก เราขอขอบคุณพระแม่ธรณีที่มอบผืนดินอันอบอุ่นให้เราได้หลับนอนผ่อนพัก และยังมอบผืนดินให้เราได้เพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารอย่างอุดมสมบูรณ์  เราขอขอบคุณพระแม่คงคาที่คอยหล่อเลี้ยงเราและโลกให้ฉ่ำเย็นด้วยหยดน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง 

เพราะ 'พระคุณแม่' มีเมตตากรุณาต่อมนุษย์จึงดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารให้มนุษย์ได้บริโภคใช้สอยมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะเป็นหนี้บุญคุณเทพีแห่งธรรมชาติ วันนี้ท่านยังคงทำหน้าที่แม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานนับล้านปีมาแล้วก็ตาม

มนุษย์ควรฝึกฝนตนเองให้มีเมตตากรุณาเช่นเดียวกับท่านด้วยการมีเมตตากรุณากับมนุษย์ด้วยกันเองไม่ว่ามนุษย์นั้นจะเป็นชนเผ่าใด ผิวสีไหน เป็นชนชาติใด พูดภาษาใด มีความแตกต่างทางความคิดกันเพียงไหน มนุษย์ก็มิควรรังเกียจกดขี่ข่มเหงกัน เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ด้วยความสงบสุข เช่นเดียวกับ 'แม่' ก็มีเมตตากรุณากับมนุษย์ทุกหมู่เหล่า มอบความอุดมสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ทุกซีกโลกมาช้านานแล้ว.


.

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทะเบียนสมรสนั้น ... สำคัญไฉน


ทะเบียนสมรสนั้น ... สำคัญไฉน
พระชาย  วรธัมโม               เผยแพร่เว็ปไซต์ ประชาไท    จันทร์  18  กุมภาพันธ์  2556




ขณะนี้กำลังมีการร่างกฎหมายการจดทะเบียนสมรสสำหรับคู่รักเพศเดียวกันขึ้นมาเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภารอวาระการโหวตคะแนนเสียงเพื่อออกเป็นกฎหมาย ภาษาทางการเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตเนื้อหาไม่ได้มีอะไรใหม่เพียงแต่เป็นการนำกฎหมายการจดทะเบียนสมรสชายหญิงที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้กับคู่สมรสชายกับชาย หญิงกับหญิง เป็นการเพิ่มชุดกฎหมายขึ้นเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันให้มีสิทธิเช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

บางคนสงสัยว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างไร ขั้นพื้นฐานเลยก็คือกฎหมายฉบับนี้ช่วยเหลือในกรณีที่คู่รักเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ชายกับชาย หรือคู่รัก หญิงกับหญิง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงไป ทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายต่างช่วยสร้างสมกันมาระหว่างที่อยู่ด้วยกันจะตกเป็นของฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่มีทรัพย์สินไว้ดำรงชีพ มีบ้านอยู่ต่อไป ไม่กลายเป็นคนไร้ทรัพย์หรือตกอับกลายเป็นคนไร้บ้าน
แต่ทุกวันนี้สิ่งที่คู่รักเพศเดียวกันที่ ชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิง ต้องเผชิญก็คือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงไป ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลายเป็นคนหลักลอยไปในทันทีเพราะทรัพย์สินของฝ่ายที่เสียชีวิตไปจะตกเป็นของญาติๆ  ในขณะที่ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลายเป็นคนไร้บ้านไปในบัดดลเพราะทรัพย์สินที่ทั้งสองต่างร่วมสร้างกันมาไม่ถือว่าเป็น สินสมรสเนื่องจากรัฐไทยไม่มีกฎหมายรองรับชีวิตคู่ของเพศเดียวกันมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นอะไรที่ร่วมสร้างกันมาถือว่าเป็นสมบัติที่แยกความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันไป ไม่ได้เกี่ยวกันในความหมายของสินสมรส  ดังนั้นจึงมีคู่รักเพศเดียวกันหลายคู่ทีเดียวเมื่อฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไปฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องถูกเชิญออกจากบ้านที่ตนเองเคยอยู่อาศัย เพราะบ้านหลังนั้นได้ตกเป็นสมบัติของญาติผู้ตายไปเรียบร้อยแล้ว
กฎหมายฉบับนี้ยังช่วยอีกหลายเรื่อง เช่น การทำนิติกรรมร่วมกันเพื่อกู้เงินซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกระทำได้เฉพาะสามีภริยาเท่านั้นแต่เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา การทำนิติกรรมร่วมกันในฐานะคู่รักเพศเดียวกันเพื่อกู้เงินซื้อบ้านหรือทำธุรกรรมใดๆ ก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป บ้านที่ซื้อก็จะกลายเป็นสองเจ้าของ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไป อีกฝ่ายก็ยังมีสิทธิอยู่ต่อเพราะเป็นสินสมรสที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา
นั่นเป็นประเด็นทางวัตถุภายนอกอันเป็นประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองทุกคนควรได้รับ แต่ผู้เขียนมองเห็นประเด็นอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์มากกว่านั้น



กฎหมายช่วยเรื่องพัฒนาการด้านใน
เพราะการเป็นคนรักเพศเดียวกันในสังคมไทยยังเป็นเรื่องประหลาด ตลกขบขันทำให้คนที่รักเพศเดียวกันจำนวนหนึ่งต้องหลบซ่อนตัวเองไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ เพราะเมื่อใดที่เปิดเผยตัวว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันก็จะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือตัวตลก ไม่ได้รับการยอมรับ จึงทำให้พวกเขาบางคนไม่สามารถบอกกับสาธารณะได้ว่าตนเป็นคนรักเพศเดียวกัน เพราะหากเปิดเผยไปก็จะถูกล้อเลียนหรือไม่ได้รับการยอมรับ

การมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาสนับสนุนอย่างน้อยน่าจะทำให้คนที่รักเพศเดียวกันมองเห็นมากขึ้นว่าตนเองไม่ใช่ตัวตลกของสังคมแต่เป็นบุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้ก็อาจจะช่วยเหลือคนรักเพศเดียวกันที่มีคู่รักเท่านั้น หากเป็นคนรักเพศเดียวกันที่เป็นโสดก็อาจจะช่วยแค่ความรู้สึกว่าการเป็นคนรักเพศเดียวกันก็พอจะมีตัวตนในกฎหมายไทยอยู่บ้าง และดูเหมือนคนรักเพศเดียวกันที่เป็นโสดยังไม่มีกฎหมายตัวใดมาช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินชีวิตแบบโสดๆ ของตน

นั่นคือพัฒนาการด้านในเรื่องความมั่นใจที่จะเกิดขึ้นกับคนรักเพศเดียวกัน เมื่อเทียบกับทางธรรม การบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยความมั่นใจในตัวเองเช่นกัน ศรัทธาหรือ ความมั่นใจในตัวเองจึงเป็นคุณธรรมข้อแรกในพละ หากเรามีความมั่นใจในตัวเองว่าเราสามารถบรรลุธรรมได้ เมื่อนั้นความเข้าใจในธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นก็จะเกิดตามมา เห็นได้ว่าความมั่นใจในตัวเองมีความสำคัญในโลกทั้งสองใบที่ซ้อนทับกันอยู่ ความมั่นใจในการเป็นอะไรในโลกของฆราวาสจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความมั่นใจในทางธรรม
ความมั่นใจตัวเองในทางโลกสนับสนุนให้คนๆ นั้นมีชีวิตอยู่ฉันใด ความมั่นใจในทางธรรมก็สนับสนุนให้คนๆ นั้นมีชีวิตในโลกทางธรรมที่เจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปฉันนั้น เราไม่ควรมองว่าความมั่นใจในตัวเองของบุคคลไม่มีความสำคัญ ความมั่นใจในตัวเองเป็นคุณธรรมที่สนับสนุนให้บุคคลประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง

ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายนของปี 2553 มีวัยรุ่นเกย์ฆ่าตัวตายในเดือนเดียวกันถึง 5 คน สาเหตุเพราะถูกเพื่อนในโรงเรียนนำความเป็นเกย์ของพวกเขามาล้อเลียนกลั่นแกล้งทำให้พวกเขารู้สึกอับอายไม่ภาคภูมิใจในตัวเองจนต้องปลิดชีวิตตัวเองในที่สุด เราคงเห็นแล้วว่าความภาคภูมิใจในตัวเองหรือความมั่นใจในตัวเองมีความสำคัญต่อบุคคลมากมายเพียงใด



ช่วยลดความรุนแรงเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรม
แนวคิดเรื่องกรรมกับคนรักเพศเดียวกันเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งที่ติดข้องอยู่ในวิธีคิดของชาวพุทธ มีคำพูดว่าเกิดมารักเพศเดียวกันเป็นกรรมให้ได้ยินบ่อยๆ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่ารักเพศเดียวกันเป็นกรรมหรือเกิดเป็นกะเทยเป็นกรรม แต่เป็นการตีความกันเอาเองของสาวกรุ่นหลัง
แท้จริงแล้วความรู้สึกว่าเป็นกรรมเกิดจากสังคมขาดความเข้าใจที่ดีและขาดระบบการสนับสนุนด้านสาธารณะให้กับคนที่เกิดมาแตกต่าง คนที่เกิดมาแตกต่างจึงไม่ได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตแล้วพลอยคิดไปว่าเป็นกรรม หากคนที่แตกต่างในสังคมได้รับการสนับสนุนได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต หรือได้รับความเข้าใจที่ดีจากสังคมรอบข้าง ความรู้สึกว่าเป็นกรรมนั้นก็จะหายไป

กรณีคนรักเพศเดียวกันก็เช่นเดียวกัน คนรักเพศเดียวกันไม่มีกฎหมายหรือการสนับสนุนด้านสาธารณะจากสังคมหรือภาครัฐ หากกฎหมายรับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันชนะการออกคะแนนเสียงในรัฐสภา อย่างน้อยความรู้สึกว่าเป็นกรรมของคนที่รักเพศเดียวกันก็อาจเจือจางลงไปบ้างเพราะการใช้ชีวิตคู่ได้รับการรับรองจากรัฐรวมทั้งความมั่นคงทางด้านสินสมรสก็ได้รับการคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ต้องให้บริการประชาชนก็มีมุมมองต่อคนรักเพศเดียวกันในทางที่ดีขึ้น มองเห็นคนรักเพศเดียวกันว่าเป็นมนุษย์ ปฏิบัติต่อคู่รักเพศเดียวกันที่มาขอจดทะเบียนสมรสอย่างให้เกียรติ เมื่อนั้นความรู้สึกว่ารักเพศเดียวกันเป็นกรรมก็อาจจะค่อยๆ หมดไปเพราะสังคมให้การยอมรับสนับสนุนมากขึ้น



โลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว
แท้จริงแล้วกฎหมายทะเบียนสมรสสำหรับคู่รักเพศเดียวกันไม่ได้ช่วยเหลือแค่คนสองคนเท่านั้นแต่ยังช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วย เช่น พ่อแม่ที่มีลูกรักเพศเดียวกันแต่เดิมอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจรับไม่ได้ แต่เมื่อกฎหมายรับรองชีวิตคู่ของเพศเดียวกันถูกประกาศใช้ ความเข้าใจของพ่อแม่ย่อมพัฒนาไปสู่การยอมรับและเข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น รวมถึงพี่ๆ น้องๆ หรือญาติๆ ของคู่รักเพศเดียวกันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติเพราะมีกฎหมายออกมารองรับ

ในระดับโรงเรียนและสถาบันการศึกษา การรับรู้สำหรับครูอาจารย์และนักเรียนก็ย่อมเปลี่ยนไป มีการยอมรับและเข้าใจประเด็นคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในระดับสังคมที่ใหญ่ออกไปเป็นหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ประเทศ นักการเมือง ประชาชน ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เราไม่อาจพูดได้ว่ากฎหมายช่วยเหลือแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กฎหมายได้ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ทำให้โลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

พัฒนาการความมั่นใจในตัวเองและความภาคภูมิใจในตัวเองของมนุษย์ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ความรักเป็นสิ่งสวยงามไม่ว่าคู่รักนั้นจะเป็นเพศใด แต่สิ่งสำคัญกว่าอื่นใดก็คือความเข้าใจ การยอมรับ และการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน ความเข้าใจในความแตกต่างจึงเป็นเรื่องจำเป็น.

3 นิกาย สติเดียว

3 นิกาย สติเดียว
พระชาย วรธัมโม                                   คมชัดลึก  อาทิตย์  3  กุมภาพันธ์  2556




          อาจารย์คนแรกที่สอนผู้เขียนให้รู้จักสติเป็นพระธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ท่านชื่อพระอาจารย์มหาดี ติสสเทโว ตอนที่ผู้เขียนบวชได้สองเดือนอาจารย์ดีได้ย้ายมาสอนบาลีในวัดที่ผู้เขียนบวชอยู่ วันที่อาจารย์ย้ายมาช่วงนั้นผู้เขียนไปธุระที่อื่น พอกลับมาถึงวัด พี่สาวซึ่งบวชเป็นแม่ชีบอกกับผู้เขียนว่าพระอาจารย์สอนบาลีที่ย้ายมาใหม่บอกว่าผู้เขียนจิตใจเหม่อลอยไม่ค่อยมีสติ มีอาการน่าเป็นห่วง ท่านฝากบอกมาว่าหากมีเวลาว่างให้ไปพบท่านด้วย

          เมื่อกลับมาถึงวัดผู้เขียนจึงหาเวลาไปสนทนาธรรมกับท่านที่กุฏิ ผู้เขียนพบว่าท่านเป็นพระที่มีอัธยาศัยดีถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็เหมือนกับเรารู้จักกันมานาน ท่านรู้ว่าผู้เขียนไม่มีสติตั้งแต่ยังไม่รู้จักหน้าค่ากันด้วยซ้ำ เมื่อสนทนากันผู้เขียนจึงได้โอกาสถามท่านว่าแล้วความมีสติคืออะไร ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะเป็นคนมีสติ อาจารย์ดีตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ทำอะไรก็ให้รู้ลมหายใจเข้า-รู้ลมหายใจออกแค่นั้นก็พอ" ผู้เขียนได้ฟังแค่นั้นก็เข้าใจทันทีว่าอาจารย์ดีหมายความว่าให้เรามีการระลึกรู้ตัวตลอดเวลานั่นเองโดยใช้ "ลมหายใจ" เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกฝนให้ตัวเรามีสติรู้ตัวต่อเนื่องตลอดเวลา



                                             พระอาจารย์ดี ติสสเทโว นิกายเถรวาท

          ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผู้เขียนก็เฝ้าปฏิบัติตนให้มีการระลึกรู้ตัวตลอดเวลาไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ซักผ้า เข้าห้องน้ำ สรงน้ำ เดินไปนู่นมานี่ และรู้สึกสนุกที่ตัวเองได้เฝ้าระวังจับจ้องตัวเองให้มีสติตื่นรู้อยู่ตลอดเวลามิได้ขาดจนอาจารย์ดีต้องมาเตือนว่า "ท่านตั้งใจมากเกินไปแล้ว พอสติหายไปท่านก็พยายามจับจ้องให้มีมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องการให้มันหายไปไหน"  ผู้เขียนได้ฟังแค่นั้นก็เข้าใจทันทีว่าตัวเองกำลังปฏิบัติผิด เมื่อไรที่ "การระลึกรู้" หายไปเราก็เฝ้ากำหนดจับจ้องให้มันคงอยู่กับเราไม่ให้คลาดสายตาไปไหน พอสติหายไปเราก็ผิดหวังจนรู้สึกเกร็งไม่เป็นไปตามธรรมชาติเพราะพยายามจับจ้องให้มันคงอยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งแท้จริงแล้วสติหรือการระลึกรู้ของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาสามารถสูญหายลืมเลือนไปได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การพยายามจับจ้องและเฝ้าระวังไม่ให้สติหายไปจึงเป็นเรื่องผิดปกติและเป็นการปฏิบัติที่ตึงเกินไป

          อาจารย์ดีจึงแนะนำว่า "ท่านไม่ต้องเฝ้าจับจ้องจนมากเกินไปขนาดนั้น เมื่อไรที่สติหรือการระลึกรู้หายไปก็กำหนดให้เกิดขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง"  เมื่อนั้นผู้เขียนจึงเข้าใจวิธีการเจริญสติมากขึ้นว่าเราไม่ต้องคาดหวังให้มันอยู่กับเราไปตลอดหรือหมกมุ่นกับมันมากจนเกินไป ถ้ามันหายไปก็กำหนดมันขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง

          นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้เขียนได้รู้จักกับคำว่า 'สติ' เพราะเท่าที่ผ่านมาเรารู้จักคำว่าสติแต่ไม่เคยรู้เลยว่าสติคือ "ความระลึกได้" แค่เราระลึกได้ว่าเรากำลังทำอะไรในปัจจุบันก็คือสติอย่างแท้จริง ผู้เขียนโชคดีที่ได้รู้จักกับครูบาอาจารย์ที่มีเมตตาช่วยแนะนำการเจริญสติให้หลังจากที่บวชได้ไม่นาน ทำให้ทราบแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเจริญสติ โดยปกติผู้เขียนเป็นคนชอบฝันกลางวันปล่อยให้ความคิดล่องลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหยุดความฟุ้งซ่านฟุ้งกระจายนั้นได้อย่างไร บังเอิญอาจารย์ดีเป็นพระที่รู้ใจ รู้ว่าจะสอนผู้เขียนให้มีสติและรู้ว่าจะแนะนำผู้เขียนให้ปฏิบัติอยู่ในทางสายกลางได้อย่างไร หากอาจารย์ดีไม่แนะนำผู้เขียนก็คงตั้งใจที่จะมีสติมากจนเกินไปและไม่รู้ว่าจะหลุดออกจากการยึดติดในสตินั้นได้อย่างไร วิธีการสอนให้เจริญสติของอาจารย์ดีก็ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นให้มีสติกับลมหายใจเข้าออก เมื่อทำได้เราก็จะระลึกได้ถึงการมีสติกับกิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน อาจารย์ดียังแนะนำเพิ่มเติมว่าขณะสวดมนต์ก็ให้สติอยู่กับลิ้นหรือริมฝีปาก แต่ละวันที่ผ่านไปก็พยายามอย่าให้จิตคิดถึงเรื่องที่ไกลจากตัวเราเกินกว่าหนึ่งเมตร นั่นเป็นคำสอนของอาจารย์ดีที่ผู้เขียนยังจำได้ ท่านอยู่วัดเดียวกับผู้เขียนเพียงแค่ปีเดียวเมื่อท่านย้ายไปเราก็ไม่เคยพบท่านอีกเลย

          ๓ ปีต่อมาผู้เขียนได้พบกับลามะในสายวัชรยานท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ท่านชื่อสมันตา ท่านบวชมาจากเนปาลเป็นนิกาย 'เกรุกปะ' หรือนิกายหมวกเหลือง ย้อนหลังกลับไปประมาณ ๒๐ ปีที่แล้วคนไทยยังรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานกันน้อย แม้ปัจจุบันพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก การได้สนทนาธรรมกับท่านสมันตาเป็นการเปิดโลกทัศน์ทำให้ผู้เขียนรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานมากขึ้น พุทธศาสนานิกายวัชรยานมีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยในประเทศทิเบต นิกายนี้มีความเชื่อว่าลามะคือพระโพธิสัตว์ที่กลับชาติมาเกิดเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ทุกวันนี้ประเทศทิเบตถูกจีนยึดครองทำให้ชาวทิเบตและลามะจำนวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ดาไลลามะผู้นำทิเบตยังต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาแบบทิเบตจึงกระจายออกไปเจริญเติบโตนอกประเทศทิเบต คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจพุทธศาสนาแบบทิเบตและเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นชาวพุทธหลังจากได้ปฏิบัติภาวนากับลามะที่เข้าไปเผยแผ่พุทธศาสนาในอเมริกา คนอเมริกันจึงรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานมากกว่านิกายอื่นๆ



                                                                  ท่านสมันตา นิกายวัชรยาน

          ผู้เขียนมีโอกาสถามท่านสมันตาว่าแนวทางการปฏิบัติธรรมของท่านเป็นอย่างไร ท่านตอบว่าแนวทางการปฏิบัติของท่านคือการเจริญสติ รู้สึกตัวตลอดเวลาหรือบางครั้งก็กำหนดให้จิตอยู่กับจิต ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปไหน  นั่นเป็นครั้งที่สองที่ผู้เขียนมีโอกาสพบกับครูบาอาจารย์ที่สอนการปฏิบัติในแนวทางการเจริญสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่มาจากนิกายวัชรยานซึ่งเป็นนิกายที่มาจากเทือกเขาหิมาลัยอันแสนไกล ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจถึงแม้เราจะมาจากคนละนิกายที่อยู่ห่างไกลกันแต่เราก็มีแนวทางการปฏิบัติแบบเดียวกันคือ "การเจริญสติ"

          ราวปี ๒๕๔๗ หรือประมาณสิบปีถัดมาคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัมซึ่งเป็นสายของท่านติชนัทฮันห์เป็นพุทธศาสนาสายมหายานจากประเทศเวียดนามที่ไปเจริญเติบโตอยู่ในประเทศฝรั่งเศสได้เดินทางมาจัดงานภาวนาในเมืองไทยนำโดยภิกษุณีนิรามิสา งานภาวนาครั้งนั้นจัดที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมภาวนาครั้งนั้นด้วย รู้สึกประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่าวิถีการปฏิบัติของหมู่บ้านพลัมใช้การเจริญสติที่ลมหายใจเข้าออกเป็นเครื่องมือระลึกรู้ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่อาจารย์ดีเคยสอนผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน พร้อมกับรู้สึกทึ่งเมื่อค้นพบว่าพุทธศาสนาทั้ง ๓ นิกาย คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน ต่างมีวิถีการปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน คือ การมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบัน


                                                               ภิกษุณีนิรามิสา นิกายมหายาน

          สิ่งที่น่าสนใจก็คือพุทธศาสนาได้ผ่านการเดินทางมาแล้วกว่า ๒,๕๐๐ ปี มีการแตกออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ๓ นิกาย คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน แต่ละนิกายได้เดินทางแผ่กระจายไปตามจุดต่างๆ ของโลก แทรกซึมอยู่ในดินแดนที่แตกต่างกันทั้งภาษา วัฒนธรรม ประเพณี มีชื่อเรียกนิกายที่ไม่เหมือนกัน เมื่อดูจากภายนอกเราแตกต่างกันมาก

            ถึงแม้เราจะดูแตกต่างกันอย่างไร การปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เรามีความเหมือนกันทั้งสามนิกายก็คือ "การมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบัน"  นั่นเอง.   






.

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ธรรมะวันเด็ก สำหรับผู้ใหญ่


       
พระชาย วรธัมโม                                        คมชัดลึก  ศุกร์ 11  มกราคม 2556
         

          "ดูเหมือนวันเด็กคือวันที่ผู้ใหญ่พาเด็กๆ ไปเที่ยวจนเราลืมไปแล้วว่าแก่นแท้ของวันเด็กคืออะไร"


          วันเด็กกำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้อีกแล้ว มีใครทราบบ้างหรือไม่ว่าวันเด็กมีที่มาที่ไปอย่างไรและอะไรคือแก่นแท้ของวันเด็ก

          วันเด็กเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ โดยนายวี เอ็มกุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศมองเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและต้องการกระตุ้นให้เด็กเห็นความสำคัญของตนเองต่อสังคม ในปีนั้นมีประเทศที่ร่วมจัดงานวันเด็กพร้อมกันประมาณ ๔๐ กว่าประเทศโดยถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมเป็นวันเด็กสากล ในเมืองไทยจัดติดต่อกันมาได้ ๙ ปีก็เห็นอุปสรรคเพราะเดือนตุลาคมยังเป็นฤดูฝนการจัดงานจึงไม่สะดวก อีกทั้งวันจันทร์เป็นวันที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังต้องไปทำงาน รัฐบาลจึงเปลี่ยนการจัดงานวันเด็กเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมา สถานที่สำคัญต่างๆ เปิดให้เด็กๆ เข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าผ่านประตู เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สวนสนุก ฯลฯ นายกรัฐมนตรีมีคำขวัญให้เด็กทุกปี เด็กๆ ได้รับโอกาสในวันนั้นอย่างเต็มที่จนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าวันเด็กคือวันที่ผู้ใหญ่ต้องพาเด็กๆ ไปเที่ยวโดยลืมไปว่าแท้จริงแล้ววันเด็กถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใหญ่ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของเด็ก ไม่กดขี่เด็ก ไม่เอาเปรียบเด็ก ไม่ใช้อำนาจกับเด็ก แต่ทุกวันนี้วันเด็กกลายเป็นวันพาเด็กไปเที่ยวแค่นั้นเอง หลังจากนั้นเด็กก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อีกเลยจนกว่าจะถึงวันเด็กในปีถัดไป เราควรบูรณาการวันเด็กกันเสียใหม่ วันเด็กไม่ใช่แค่พาเด็กไปเที่ยว ไม่ใช่แค่วันเด็กเท่านั้นที่เราต้องเอาใจใส่เด็ก แต่เราควรเอาใจใส่เด็กทุกวัน





ลดการเปรียบเทียบ มอบคำชมเชย
            ในชีวิตประจำวันเด็กๆ มักไม่ได้รับคำชมเชยแต่มักได้รับคำเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ เปรียบเทียบกับพี่ๆ น้องๆ ในบ้าน หรือแม้แต่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับลูกของคนข้างบ้านว่าดีกว่า ฉลาดกว่า ผู้ใหญ่ควรตระหนักรู้ว่าการเปรียบเทียบทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง รู้สึกตนเองไม่เป็นที่คาดหวังหรือไม่เป็นที่สมหวังของผู้ใหญ่ นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในตนเองและการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

          ผู้ใหญ่ควรหยุดเปรียบเทียบหยุดใช้คำพูดด้านลบกับเด็กๆ หยุดการให้ฉายาประชดประชัน เพราะคำพูดเหล่านั้นบั่นทอนกำลังใจและการมีชีวิตอยู่ของเด็ก ผู้ใหญ่ควรเรียนรู้ที่จะชมเชยเด็ก คำชมเชยจะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเองทำให้เด็กรู้สึกดีกับตัวเองมองเห็นคุณค่าในตัวเองไม่รู้สึกเป็นปมด้อย ถ้าเราหวังจะให้เด็กช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติได้เราต้องสร้างพื้นฐานให้เขารักตัวเองเห็นคุณค่าในตัวเองเสียก่อน เมื่อเขารักตัวเองเห็นคุณค่าในตัวเองเมื่อนั้นเขาจะสามารถเผื่อแผ่ความรักและคุณค่าภายในที่เขามีสู่บุคคลและสังคมรอบๆ ตัว แต่ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบเขากับเด็กคนอื่นๆ โอกาสที่เขาจะกลายเป็นเด็กมีปมด้อยแล้วสร้างปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบแล้วหันมามอบคำชมเชยให้เด็ก


หยุดคำตวาดคำรุนแรง
            ผู้ใหญ่ไม่ชอบคำตวาดหรือคำรุนแรงเช่นไร เด็กๆ ก็ไม่ชอบคำดุด่ารุนแรงเช่นนั้นเหมือนกัน เราทราบกันดีคำตวาดหรือคำรุนแรงสร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้ที่ถูกว่าถูกตวาด คำตวาดไม่ได้สร้างสรรค์ให้คนเป็นคนดีแต่คำตวาดสร้างสถานการณ์อันเลวร้ายภายในบ้าน ทำให้บ้านไม่อบอุ่น ถ้าบรรยากาศภายในบ้านไม่อบอุ่นสมาชิกในบ้านจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะได้อย่างไร ควรหันมาใช้คำแนะนำอย่างสุภาพและมีเหตุผลกับเด็กๆ เมื่อเราใช้คำสุภาพและมีเหตุผลเด็กจะรู้สึกว่าเขาได้รับความรักและความเอาใจใส่ เมื่อนั้นเขาก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่พร้อมจะตวาดคนอื่นต่อไป




ลดความคาดหวัง มองหาจุดเด่น
            พึงเข้าใจว่าเด็กก็คือเด็ก เด็กไม่ได้มีความสามารถที่จะทำตามความคาดหวังของผู้ใหญ่ไปเสียทุกเรื่อง บางครั้งเด็กทำอะไรไม่ได้อย่างใจก็ถูกลงโทษด้วยการดุด่าหรือตบตีอย่างรุนแรง ผู้ใหญ่ควรพยายามลดความคาดหวังพยายามเข้าใจอารมณ์ของตนเองและพยายามเข้าใจเด็กๆ เด็กแต่ละคนมีจุดเด่นมีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนเก่งคณิต เด็กบางคนเก่งศิลปะ เด็กบางคนเก่งกีฬา บางครั้งผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะละความคาดหวังของตนเองแล้วหันกลับมามองดูว่าเด็กของเราเก่งเรื่องใด ผู้ใหญ่บางคนอยากให้เด็กเป็นหมอ อยากให้เด็กเป็นทหาร อยากให้เด็กเป็นครู อยากให้เด็กเป็นนู่นเป็นนี่แต่ไม่เคยถามเด็กเลยว่าเด็กอยากเป็นอะไร พยายามมองให้เห็นว่าเด็กถนัดเรื่องใดแล้วสนับสนุนเขาในเรื่องนั้น ทุกวันนี้เด็กๆ ถูกคาดหวังให้เก่งวิชาการเหมือนกันหมด นอกจากจะต้องไปโรงเรียนจันทร์ถึงศุกร์แล้ว เสาร์อาทิตย์ยังต้องไปเรียนกวดวิชาอีก เด็กไม่มีวันหยุดแล้วสุขภาพจิตจะดีได้อย่างไร สังคมเรากำลังทำร้ายเด็กด้วยการพยายามสร้างเด็กให้เก่ง แต่เด็กที่มีความสุขกำลังมีจำนวนน้อยลง


เด็กนอกกระแสถูกลืม
            ถึงวันเด็กคราวใดเชื่อว่ามีเด็กนอกกระแสถูกมองข้ามความสำคัญลงไปอย่างแน่นอน เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กไร้บ้าน เด็กแว๊น เด็กในสถานพินิจ เด็กเหล่านี้แต่เดิมเขาก็เป็นเด็กมีบ้านเหมือนกับเด็กทั่วไป แต่เนื่องจากในบ้านขาดความรักความอบอุ่น ทำให้พวกเขาต้องออกมาแสวงหาความรักความอบอุ่นนอกบ้าน แสวงหาเอาจากเพื่อนที่มีความสนใจ มีความต้องการ มีความรู้สึกเดียวกัน ก่อนที่เด็กๆ ของเราจะเดินออกจากบ้านไปไม่กลับมาเราควรมอบความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจให้พวกเขา ปรับความเข้าใจกันก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นภาระที่ซับซ้อนของสังคม




เอาใจใส่เด็กพิเศษที่แตกต่าง
            เด็กพิการ เด็กออทิสติค หรือเด็กที่ต้องการแสดงออกทางบุคลิกภาพแบบข้ามเพศ เช่น เด็กกะเทย เด็กทอม ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลเอาใจใส่พวกเขาเป็นพิเศษ เด็กที่มีความพิเศษเหล่านี้ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะเกิดมาแตกต่าง มีแต่จะต้องเตรียมพร้อมกับการยอมรับ เตรียมพร้อมสติปัญญากับการเผชิญหน้าสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ดูแลสนับสนุนให้ความรักความเอาใจใส่ความเข้าใจแก่พวกเขา อย่ามัวแต่คิดว่าเป็นกรรมหรือสิ้นหวัง แต่ควรมีมุมมองที่ก้าวไปข้างหน้าว่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นบททดสอบสติปัญญาของเราที่จะฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อที่ทั้งเราและเด็กที่เกิดมาจะสามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ด้วยตนเองอย่างภาคภูมิใจ


อย่าลืมมอบ "วินัย" ให้เด็ก
            ทุกวันนี้เครื่องมือเทคโนโลยีหาก็ง่ายใช้ก็คล่องมีตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต ไอโฟน ไอแพ็ด ผู้ใหญ่มักมอบอุปกรณ์เหล่านี้ให้เด็กๆ ไว้ใช้แต่ลืมมอบ "วินัย" ให้กับเด็กไปใช้ด้วย ปัญหาเด็กติดเกมไม่ได้เกิดจากเด็กฝ่ายเดียวแต่เกิดจากผู้ใหญ่ลืมสร้างวินัยให้เด็ก ก่อนมอบเครื่องมือเหล่านี้ให้เด็กใช้ควรมีข้อตกลงร่วมกับเด็กอย่างชัดเจนว่าในหนึ่งวันเด็กสามารถเล่นเวลาไหนได้บ้าง ต้องเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ต้องทำงานบ้านอะไรเป็นหน้าที่หลัก หากมีการละเมิดข้อตกลงต้องถูกงดค่าขนมหรือต้องทำอะไรทดแทน ปัญหาเด็กติดเกมเวลานี้เกิดขึ้นทุกบ้าน เป็นเพราะเราขาดข้อตกลงเรื่องวินัยของชีวิตร่วมกับเด็ก หากผู้ใหญ่สร้างวินัยข้อนี้ให้กับเด็กได้ปัญหาเรื่องเด็กติดเกมก็จะหมดไป

          วันเด็กกำลังจะมาถึงในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง ผู้เขียนหวังว่าเราคงใช้โอกาสนี้ในการสร้างสรรค์พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา หยุดใช้ความรุนแรงกับเด็กแล้วปฏิบัติกับเขาด้วยความเมตตากรุณา เมื่อนั้นบ้านจะกลายเป็นบ้านที่อบอุ่นน่าอยู่ ไม่เกิดปัญหาเด็กติดเกมหรือเด็กหนีออกจากบ้านอีกต่อไป.