วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฮวงโปกล่าวว่า "เรามีพุทธะกันอยู่แล้ว ! "


พระชาย วรธัมโม   คมชัดลึก   พุธ  3  เมษายน  2556


                                            

                  




          สมัยที่ผู้เขียนบวชใหม่ๆ อยู่วัดบ้านๆ ไม่ได้เป็นวัดปฏิบัติที่เคร่งครัดอะไร ฉันวันละสองมื้อ ก่อนฉันมีการสวดบทพิจารณาอาหารเป็นภาษาบาลี ก็สวดไปแบบไม่เข้าใจ พอไปเจอหนังสือที่มีบทแปลเป็นภาษาไทยก็เข้าใจมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดตรงเป้าหมาย แล้วมองพระเณรรูปอื่นว่าคงไม่รู้ว่าบทพิจารณาอาหารมีความหมายว่าอย่างไร พระเณรเหล่านั้นคงเข้าไม่ถึงคำสอนเหมือนเรา

          วัดที่จำพรรษาฉันวันละสองมื้อไปตามอัตภาพ ต่อมามีโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปค้างแรมวัดป่า ฉันมื้อเดียว กลับมาวัดแล้วรู้สึกว่าเราฉันสองมื้อมากเกินไป น่าจะลดลงเหลือเพียงมื้อเดียวจะได้ดูเป็นพระขึ้นมาหน่อย ฉันมากๆ ไม่ดูเป็นพระเลย

          พอไปเจอพระที่ทำ เนสัชชิกังคะ คือ การถือไม่นอนเป็นวัตร ก็เอาอย่างบ้างเพราะเห็นเป็นของแปลกใหม่ และคิดว่าการนอนมากๆ ทำให้ดูไม่เป็นพระเพราะเอาแต่นอน






           

          ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปเพราะอยากได้อะไรที่สูงขึ้นๆ แต่การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งเราปฏิบัติด้วยความอยากมากเท่าไรกลับได้ในสิ่งที่เรียกว่า ความยึดติด ขึ้นมาแทน เพราะเราปฏิบัติด้วยจิตที่ปรุงแต่ง จิตที่ปรุงแต่งจะนำไปสู่การเข้าถึงแก่นได้อย่างไร เพราะการเข้าถึงแก่นหมายถึงการหยุดปรุงแต่ง

          ตอนที่ฉันมื้อเดียว เรายึดติดว่าตัวเราเป็นพระดี เราคิดว่าการฉันมื้อเดียวเป็นรูปแบบการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพระ แล้วมองพระที่ฉันมากกว่าหนึ่งมื้อว่าเป็นพระที่ไม่เคร่งครัดไม่เอาใจใส่ในเรื่องการปฏิบัติ

          ตอนที่เราทำความเพียร เนสัชชิกังคะเราก็สนุกไปกับการไม่นอน แต่ร่างกายบอกว่าไม่ไหวแล้ว ในที่สุดก็พบกับความอ่อนเพลีย มีอาการตาแดง ลิ้นสากลิ้นชาฉันข้าวไม่ลง

          เมื่อเราอดอาหารเพราะอยากได้ตบะ อยากได้ความเพียรเหมือนกับพระเกจิดังๆ ที่ท่านปฏิบัติกัน แต่สิ่งที่ได้คือความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความหิวโหย

          มองย้อนกลับไปก็เป็นเรื่องตลกที่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการเข้าถึงธรรม เข้าถึงการปฏิบัติ ต้องการทำตัวเองให้ดูเป็นพระที่ดีมีภูมิธรรมที่สูงขึ้น หลายวิธีการนำไปสู่การยกตนข่มท่านว่าตนเองเป็นพระปฏิบัติแต่รูปอื่นไม่ใช่ ทำให้เข้าใจต่อมาถึงความสุดโต่งบางอย่าง 

          เมื่อเราสุดโต่งมากขึ้นก็เหมือนกับความสุดโต่งนั้นกระเด้งกลับ ทำให้เกิดปัญญาเห็นทุกข์จากการประพฤติปฏิบัติที่สุดโต่งจนเกินไป แต่การทดลองทำอะไรที่เกินพอดีหรือ เยอะเกินไปกลับกลายเป็นประสบการณ์ตรงที่นักปฏิบัติธรรมควรผ่านการทดลองปฏิบัติบนแนวทางนี้ดู จะได้รู้ว่าทางสุดโต่ง อัตตกิลมถานุโยคที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีลักษณะเป็นอย่างไร 

          ทุกวันนี้พุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาอาจมีลักษณะบางอย่างคล้าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเราไม่ต้องคิดมากเพราะคัมภีร์บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าการทำอะไรก็ตามที่ทำให้เราต้องลำบาก เป็นการกระทำที่สุดโต่งเกินไป ไมได้ทำให้เกิดสติปัญญา ภิกษุไม่ควรปฏิบัติตามทางสุดโต่งสายนั้น 

          ถ้าเราเชื่อตามนั้นเรากำลังพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งด้วยตนเองว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น การมองเห็นอัตตกิลมถานุโยคควรเป็นสิ่งที่แต่ละคนมองเห็นด้วยตาตนเอง มิใช่เชื่อเอาอย่างง่ายดายจากคำบอกเล่าที่สืบทอดต่อกันมา

          การปฏิบัติทุกแนวทางเป็นหนทางนำไปสู่การรู้แจ้ง การได้ลองผิดลองถูกถือเป็นครูที่ดี ในที่สุดเราจะค้นพบด้วยตนเองว่า ทางสายกลางของเรานั้นอยู่ ณ จุดไหน ระดับไหนเหมาะสมกับตัวเราที่สุด เพราะ ทางสายกลางของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน

 หรือถ้าจะนำแนวทางนั้นไปปฏิบัติต่อก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายหากเราค้นพบว่านี่คือทางสายกลางของเรา และถ้าแนวทางนั้นนำเราไปสู่การสร้างตบะ สร้างความเพียร สร้างบารมี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนักเพราะหากเราไม่สั่งสมการปฏิบัติกันเลยบารมีจะพอกพูนขึ้นมาได้อย่างไร

          แต่ถ้าเรารู้สึกว่าแนวทางนั้นเป็นทางสุดโต่ง ทำตนให้ลำบาก แล้วหาทางสายกลางอื่นๆ ที่ผ่อนลงมาให้เหมาะสมกับตนเองก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

สำหรับผู้เขียนเองยังได้ ขันติ คือ ความอดทน อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความอดทนสูงขึ้นกับความทุกข์ทรมานจากร่างกายนี้ ต่อไปในอนาคตหากเราต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บที่ทุกข์ทรมานเราจะอดทนได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าร่างกายของเราสามารถทนทานกับวิธีการปฏิบัติแนวนี้ได้มากสุดในระดับไหน เพราะบางคนไม่ประมาณตน อยากได้ความอดทน อยากได้ความเพียรในระดับสูงๆ จนไม่ดูสภาพร่างกายตนเองก็สามารถทำให้เกิดผลร้ายได้เหมือนกัน เรียกว่า ปฏิบัติธรรมไม่สมควรกับธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

บนหนทางของการปฏิบัติธรรมประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือ ตอนที่ฉันมื้อเดียวนั้นตนเองรู้สึกว่าเป็นพระมากขึ้น ในขณะที่เรามองพระรูปอื่นๆ ว่าไม่เคร่งครัดเหมือนเราและไม่ได้เป็นพระที่ดีเหมือนเรา ตรงนี้เองที่นักปฏิบัติพึงระมัดระวังจิตปรุงแต่งของตนเอง 




จิตปรุงแต่งมักแฝงมากับความทะยานอยากในการปฏิบัติ เป็นความคิดปรุงแต่งเป็นตัวเป็นตนว่าฉันสูงกว่า ฉันดีกว่า ฉันเหนือกว่าคนอื่น และอาจจะยึดติดว่าตนเองเวลานี้ฉันมื้อเดียวมีความเป็นพระมากกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ที่ฉันสองมื้อทั้งๆ ที่เป็นคนๆ เดียวกัน มันช่างเป็นอัตตาตัวตนที่มีมิติซับซ้อน ทำให้นึกถึงคำสอนของอาจารย์เซนนามว่า ฮวงโป’ (มรณะ พ.ศ.๑๓๙๓) เคยกล่าวไว้ว่า

ถ้าเธอยังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้น คือ พุทธะ  และถ้าเธอยังยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ และต่อพิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ  แนวความคิดของเธอก็ยังผิดพลาด และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับการปฏิบัติที่ทำให้จิตหนึ่งหรือพุทธะแท้นั้นปรากฏตัว...

            จิตหนึ่ง นั่นแหละ คือ พุทธะ ไม่มีพุทธอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มแจ้งและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย การใช้จิตของเธอให้ปรุงความคิดความฝันไปต่างๆ นั้น เท่ากับเธอละทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองกับรูปธรรมภายนอกซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก

โศลกธรรมข้างต้นของท่านฮวงโปกำลังบอกเราว่าทุกคนต่างมีจิตที่เป็น พุทธะกันอยู่แล้ว แต่เรามักเสียเวลาตกลงไปในหลุมพรางของการยึดติดในการปฏิบัติซึ่งเป็นการปรุงแต่งของ อัตตามากกว่าจะตระหนักรู้ถึง จิตเดิมแท้ที่มีอยู่แล้ว 

ไม่ว่าเราจะฉันมื้อเดียวหรือฉันมากกว่าหนึ่งมื้อ ไม่ว่าเราจะประพฤติวัตรเคร่งครัดด้วยการไม่นอนหรือด้วยการอดอาหาร หรือด้วยการพยายามทำตนให้ลำบากมากไปกว่านี้เราก็ไม่ได้มี พุทธะมากขึ้นหรือน้อยลง เรายังมี พุทธะอยู่เช่นเดิม การประพฤติวัตรเคร่งครัดเหล่านั้นเป็นเพียงหนทางของการฝึกตน 

การตระหนักรู้ว่า จิต เรานั้นมีความรู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว มีความสำคัญกว่าใดๆ
การปฏิบัติทางสายกลางเป็นการรื้อฟื้นให้เรากลับมาตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เรามีอยู่แล้วต่างหาก.

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จิตวิญญาณผู้หญิง ความจริงเหนือศาสนา


พระชาย  วรธัมโม                 คมชัดลึก อังคาร  5  มีนาคม  2556




             ๕  มีนาคมเป็นวันสตรีสากลทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว เพศหญิงเคยได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพีแห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์

            มนุษย์มีวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาแล้วเป็นเวลา ๕ ล้านปี หลักฐานที่บ่งบอกว่ามนุษย์อยู่บนโลกใบนี้มาช้านานมากที่สุดคือ ถ้ำลาสโกซ์ อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นถ้ำที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังถึง ๒,๐๐๐ ภาพ นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่าภาพเหล่านี้มีอายุอยู่ที่ ๑๗,๐๐๐ ปีทีเดียว เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ช่วงเวลานั้นมนุษย์ยังไม่มีศาสนา ศาสนาเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา

            ในเมื่อศาสนายังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นจึงเป็นธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่มาในรูปของ เทพี หรือ เทพผู้หญิง (Mother Goddess) วันนี้เราจะย้อนกลับไปศึกษาความเชื่อของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ว่าพวกเขาคิดหรือเชื่ออะไรในการดำรงอยู่ของชีวิต

            ...................................................................

เมื่อประมาณ 5 ล้านปีที่แล้วหลังจากที่มนุษย์วิวัฒนาการจากการใช้ชีวิตบนต้นไม้ด้วยการลงมาอยู่บนพื้นดิน มนุษย์ก็ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่ ต่อมาจึงเริ่มปักหลักอยู่เป็นที่เป็นทาง มีการเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำ แล้วต่อมามนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง 

เมื่อมนุษย์รู้จักสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง มนุษย์ก็เริ่มรู้จักทำการเพาะปลูก เพศชายออกไปล่าเหยื่อในขณะที่เพศหญิงเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรกรรมด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ฝังไว้ใต้ดินรอวันแตกหน่องอกงาม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์หันมาให้ความเคารพบูชาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติซึ่งอยู่ในรูปของ เทพผู้หญิงผู้ให้กำเนิดความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพรรณธัญญาหาร

มนุษย์ยุคโบราณปั้นรูปเคารพจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ในรูปร่างของเพศหญิง มีเต้านม มีสรีระอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีเครื่องเพศเด่นชัด  คนโบราณให้ความยกย่องเพศหญิงว่าเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ผิดกับสมัยนี้ที่มองเพศหญิงว่าเป็นเพียงวัตถุทางเพศ คนยุคปัจจุบันมองเพศหญิงว่ามีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าเพศชาย บางทีคนโบราณอาจมีจิตใจสูงส่งกว่าคนในยุคปัจจุบันก็ได้ถึงแม้ยุคโบราณจะยังไม่มีศาสนาเกิดขึ้น อีกทั้งความอ้วนก็ไม่ได้ถูกมองว่าน่าเกลียด แต่ความอ้วนหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความอดอยาก

อวัยวะเพศหญิงคืออวัยวะที่ให้กำเนิดทารกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการก่อกำเนิด  
เต้านมเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งอาหารเมื่อทรวงอกของแม่ทำหน้าที่ผลิตน้ำนมให้ลูกดื่มกิน



 รูปปั้นเทพผู้หญิงที่มีชื่อเสียง "วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ"  มีอายุ ๒๗,๐๐๐ ปี แกะจากหินปูน พบบริเวณลุ่มแม่น้ำดานูบในทวีปยุโรป วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ มีนมและเครื่องเพศเด่นชัดหมายถึงการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีความสูง 4 นิ้วครึ่ง 



คนสมัยโบราณปั้นรูปเทพีผู้หญิงขนาดเล็กเป็นรูปเคารพด้วยความคาดหวังว่าความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติจะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารที่เพาะปลูกมีความเจริญงอกงามให้ดอกออกผลเหมือนกับสรีระของเพศหญิงที่มีเต้านมคือแหล่งอาหารและอวัยวะเพศคือการให้กำเนิดชีวิต

มีการขุดพบรูปปั้นเทพีตามจุดต่างๆ ของโลก รูปปั้นเหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกระทัดรัดเท่าฝ่ามือหรือบางครั้งก็อาจใหญ่กว่านั้น มีลักษณะเปลือยเน้นที่รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทำด้วยวัสดุง่ายๆ เช่นดินเผาหรือแกะสลักจากหิน ตัวอย่างเช่น รูปปั้นวีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟในทวีปยุโรป รูปปั้นเทพีนั่งห้อยเท้าแห่งชาทาโฮยุคในประเทศตุรกี รูปปั้นเทพีดอกไม้แห่งคันธาระพบในปากีสถาน และยังพบรูปปั้นลักษณะคล้ายกันนี้อีกหลายแห่งกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ของโลก




เทพีดอกไม้แห่งคันธาระ ทำจากดินเผา บนศีรษะของเทพีเต็มไปด้วยดอกไม้ มีใบไม้พาดกลางลำตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร พบที่ปากีสถาน มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต สหราชอาณาจักร



          รูปปั้นเทพีเหล่านี้ถือเป็นรูปเคารพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ยังไม่มีความหมายลึกซึ้งไปถึงระบบ ศีลธรรม ความดีความชั่ว เป็นเพียงรูปเคารพของความศรัทธาในพลังธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารออกดอกออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ เพื่อมนุษย์จะได้มีอาหารบริโภครอดพ้นจากความอดอยาก

แม้บ้านเราจะมีอารยธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี อายุ ๕,๐๐๐ ปี แหล่งอารยธรรมผาแต้ม จ.อุบลราชธานี อายุ ๔,๐๐๐ ปี  หรืออุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ อายุ ๘,๕๐๐ ปี แต่ยังไม่พบรูปปั้นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนแถบนี้ จะมีก็แต่การเคารพบูชา พระแม่ ปรากฏอยู่ในพิธีกรรมต่างๆ ที่สืบทอดกันมาช้านาน เช่น:



   เทพผู้หญิงทำจากดินเผา นั่งบนบัลลังก์ห้อยเท้า มีเสือสองตัวขนาบข้างแสดงถึงบริวารและความมีอำนาจ รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ พบที่เมืองโบราณชาทาโฮยุค ประเทศตุรกี มีอายุประมาณ ๖,๐๐๐ ปี

   


ประเพณีลอยกระทงคือการบูชาพระแม่คงคา ประเพณีทำขวัญข้าวคือการบูชาพระแม่โพสพ หลังการทำบุญตักบาตรเรามีการกรวดน้ำลงดินฝากพระแม่ธรณีนำไปให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับ ในพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าผจญมาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมให้น้ำไหลหลั่งออกมาช่วยพระพุทธองค์จากเหล่ามารที่มาผจญ จนมารเหล่านั้นต้องพ่ายแพ้ไป พระแม่ธรณีถือได้ว่าเป็นเทพีที่คอยสนับสนุนการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้ามาช้านานหลายพระองค์แล้วนับแต่อดีตกาลอันยาวไกล

แม้เราจะไม่พบหลักฐานรูปปั้นเทพีใดๆ ในดินแดนแถบนี้ แต่นี่คือการสืบทอดทางวัฒนธรรมความเชื่อเรื่อง เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพิธีกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานนับตั้งแต่ดินแดนแห่งนี้ยังไม่มีศาสนากำเนิดขึ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าในอดีตกาลมนุษย์เรามีวัฒนธรรมการนับถือเทพผู้หญิงแห่งความอุดมสมบูรณ์อยู่ทั่วทุกมุมโลกทั้งแถบยุโรปและเอเชีย

ก่อนรับประทานข้าวในวันนี้ เราขอขอบคุณพระแม่โพสพที่ทำให้เราได้มีเมล็ดข้าวบริโภค ทำให้เราไม่อดอยาก เราขอขอบคุณพระแม่ธรณีที่มอบผืนดินอันอบอุ่นให้เราได้หลับนอนผ่อนพัก และยังมอบผืนดินให้เราได้เพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารอย่างอุดมสมบูรณ์  เราขอขอบคุณพระแม่คงคาที่คอยหล่อเลี้ยงเราและโลกให้ฉ่ำเย็นด้วยหยดน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง 

เพราะ 'พระคุณแม่' มีเมตตากรุณาต่อมนุษย์จึงดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารให้มนุษย์ได้บริโภคใช้สอยมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะเป็นหนี้บุญคุณเทพีแห่งธรรมชาติ วันนี้ท่านยังคงทำหน้าที่แม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานนับล้านปีมาแล้วก็ตาม

มนุษย์ควรฝึกฝนตนเองให้มีเมตตากรุณาเช่นเดียวกับท่านด้วยการมีเมตตากรุณากับมนุษย์ด้วยกันเองไม่ว่ามนุษย์นั้นจะเป็นชนเผ่าใด ผิวสีไหน เป็นชนชาติใด พูดภาษาใด มีความแตกต่างทางความคิดกันเพียงไหน มนุษย์ก็มิควรรังเกียจกดขี่ข่มเหงกัน เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ด้วยความสงบสุข เช่นเดียวกับ 'แม่' ก็มีเมตตากรุณากับมนุษย์ทุกหมู่เหล่า มอบความอุดมสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ทุกซีกโลกมาช้านานแล้ว.


.

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทะเบียนสมรสนั้น ... สำคัญไฉน


ทะเบียนสมรสนั้น ... สำคัญไฉน
พระชาย  วรธัมโม               เผยแพร่เว็ปไซต์ ประชาไท    จันทร์  18  กุมภาพันธ์  2556




ขณะนี้กำลังมีการร่างกฎหมายการจดทะเบียนสมรสสำหรับคู่รักเพศเดียวกันขึ้นมาเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภารอวาระการโหวตคะแนนเสียงเพื่อออกเป็นกฎหมาย ภาษาทางการเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตเนื้อหาไม่ได้มีอะไรใหม่เพียงแต่เป็นการนำกฎหมายการจดทะเบียนสมรสชายหญิงที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้กับคู่สมรสชายกับชาย หญิงกับหญิง เป็นการเพิ่มชุดกฎหมายขึ้นเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคู่รักเพศเดียวกันให้มีสิทธิเช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

บางคนสงสัยว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างไร ขั้นพื้นฐานเลยก็คือกฎหมายฉบับนี้ช่วยเหลือในกรณีที่คู่รักเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ชายกับชาย หรือคู่รัก หญิงกับหญิง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงไป ทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายต่างช่วยสร้างสมกันมาระหว่างที่อยู่ด้วยกันจะตกเป็นของฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่มีทรัพย์สินไว้ดำรงชีพ มีบ้านอยู่ต่อไป ไม่กลายเป็นคนไร้ทรัพย์หรือตกอับกลายเป็นคนไร้บ้าน
แต่ทุกวันนี้สิ่งที่คู่รักเพศเดียวกันที่ ชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิง ต้องเผชิญก็คือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลงไป ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลายเป็นคนหลักลอยไปในทันทีเพราะทรัพย์สินของฝ่ายที่เสียชีวิตไปจะตกเป็นของญาติๆ  ในขณะที่ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จะกลายเป็นคนไร้บ้านไปในบัดดลเพราะทรัพย์สินที่ทั้งสองต่างร่วมสร้างกันมาไม่ถือว่าเป็น สินสมรสเนื่องจากรัฐไทยไม่มีกฎหมายรองรับชีวิตคู่ของเพศเดียวกันมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นอะไรที่ร่วมสร้างกันมาถือว่าเป็นสมบัติที่แยกความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันไป ไม่ได้เกี่ยวกันในความหมายของสินสมรส  ดังนั้นจึงมีคู่รักเพศเดียวกันหลายคู่ทีเดียวเมื่อฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไปฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องถูกเชิญออกจากบ้านที่ตนเองเคยอยู่อาศัย เพราะบ้านหลังนั้นได้ตกเป็นสมบัติของญาติผู้ตายไปเรียบร้อยแล้ว
กฎหมายฉบับนี้ยังช่วยอีกหลายเรื่อง เช่น การทำนิติกรรมร่วมกันเพื่อกู้เงินซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกระทำได้เฉพาะสามีภริยาเท่านั้นแต่เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา การทำนิติกรรมร่วมกันในฐานะคู่รักเพศเดียวกันเพื่อกู้เงินซื้อบ้านหรือทำธุรกรรมใดๆ ก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป บ้านที่ซื้อก็จะกลายเป็นสองเจ้าของ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไป อีกฝ่ายก็ยังมีสิทธิอยู่ต่อเพราะเป็นสินสมรสที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา
นั่นเป็นประเด็นทางวัตถุภายนอกอันเป็นประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองทุกคนควรได้รับ แต่ผู้เขียนมองเห็นประเด็นอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์มากกว่านั้น



กฎหมายช่วยเรื่องพัฒนาการด้านใน
เพราะการเป็นคนรักเพศเดียวกันในสังคมไทยยังเป็นเรื่องประหลาด ตลกขบขันทำให้คนที่รักเพศเดียวกันจำนวนหนึ่งต้องหลบซ่อนตัวเองไม่สามารถเปิดเผยตัวเองได้ เพราะเมื่อใดที่เปิดเผยตัวว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันก็จะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือตัวตลก ไม่ได้รับการยอมรับ จึงทำให้พวกเขาบางคนไม่สามารถบอกกับสาธารณะได้ว่าตนเป็นคนรักเพศเดียวกัน เพราะหากเปิดเผยไปก็จะถูกล้อเลียนหรือไม่ได้รับการยอมรับ

การมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาสนับสนุนอย่างน้อยน่าจะทำให้คนที่รักเพศเดียวกันมองเห็นมากขึ้นว่าตนเองไม่ใช่ตัวตลกของสังคมแต่เป็นบุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมาย แต่กฎหมายฉบับนี้ก็อาจจะช่วยเหลือคนรักเพศเดียวกันที่มีคู่รักเท่านั้น หากเป็นคนรักเพศเดียวกันที่เป็นโสดก็อาจจะช่วยแค่ความรู้สึกว่าการเป็นคนรักเพศเดียวกันก็พอจะมีตัวตนในกฎหมายไทยอยู่บ้าง และดูเหมือนคนรักเพศเดียวกันที่เป็นโสดยังไม่มีกฎหมายตัวใดมาช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินชีวิตแบบโสดๆ ของตน

นั่นคือพัฒนาการด้านในเรื่องความมั่นใจที่จะเกิดขึ้นกับคนรักเพศเดียวกัน เมื่อเทียบกับทางธรรม การบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยความมั่นใจในตัวเองเช่นกัน ศรัทธาหรือ ความมั่นใจในตัวเองจึงเป็นคุณธรรมข้อแรกในพละ หากเรามีความมั่นใจในตัวเองว่าเราสามารถบรรลุธรรมได้ เมื่อนั้นความเข้าใจในธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นก็จะเกิดตามมา เห็นได้ว่าความมั่นใจในตัวเองมีความสำคัญในโลกทั้งสองใบที่ซ้อนทับกันอยู่ ความมั่นใจในการเป็นอะไรในโลกของฆราวาสจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความมั่นใจในทางธรรม
ความมั่นใจตัวเองในทางโลกสนับสนุนให้คนๆ นั้นมีชีวิตอยู่ฉันใด ความมั่นใจในทางธรรมก็สนับสนุนให้คนๆ นั้นมีชีวิตในโลกทางธรรมที่เจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปฉันนั้น เราไม่ควรมองว่าความมั่นใจในตัวเองของบุคคลไม่มีความสำคัญ ความมั่นใจในตัวเองเป็นคุณธรรมที่สนับสนุนให้บุคคลประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง

ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายนของปี 2553 มีวัยรุ่นเกย์ฆ่าตัวตายในเดือนเดียวกันถึง 5 คน สาเหตุเพราะถูกเพื่อนในโรงเรียนนำความเป็นเกย์ของพวกเขามาล้อเลียนกลั่นแกล้งทำให้พวกเขารู้สึกอับอายไม่ภาคภูมิใจในตัวเองจนต้องปลิดชีวิตตัวเองในที่สุด เราคงเห็นแล้วว่าความภาคภูมิใจในตัวเองหรือความมั่นใจในตัวเองมีความสำคัญต่อบุคคลมากมายเพียงใด



ช่วยลดความรุนแรงเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรม
แนวคิดเรื่องกรรมกับคนรักเพศเดียวกันเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งที่ติดข้องอยู่ในวิธีคิดของชาวพุทธ มีคำพูดว่าเกิดมารักเพศเดียวกันเป็นกรรมให้ได้ยินบ่อยๆ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่ารักเพศเดียวกันเป็นกรรมหรือเกิดเป็นกะเทยเป็นกรรม แต่เป็นการตีความกันเอาเองของสาวกรุ่นหลัง
แท้จริงแล้วความรู้สึกว่าเป็นกรรมเกิดจากสังคมขาดความเข้าใจที่ดีและขาดระบบการสนับสนุนด้านสาธารณะให้กับคนที่เกิดมาแตกต่าง คนที่เกิดมาแตกต่างจึงไม่ได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตแล้วพลอยคิดไปว่าเป็นกรรม หากคนที่แตกต่างในสังคมได้รับการสนับสนุนได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต หรือได้รับความเข้าใจที่ดีจากสังคมรอบข้าง ความรู้สึกว่าเป็นกรรมนั้นก็จะหายไป

กรณีคนรักเพศเดียวกันก็เช่นเดียวกัน คนรักเพศเดียวกันไม่มีกฎหมายหรือการสนับสนุนด้านสาธารณะจากสังคมหรือภาครัฐ หากกฎหมายรับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันชนะการออกคะแนนเสียงในรัฐสภา อย่างน้อยความรู้สึกว่าเป็นกรรมของคนที่รักเพศเดียวกันก็อาจเจือจางลงไปบ้างเพราะการใช้ชีวิตคู่ได้รับการรับรองจากรัฐรวมทั้งความมั่นคงทางด้านสินสมรสก็ได้รับการคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ต้องให้บริการประชาชนก็มีมุมมองต่อคนรักเพศเดียวกันในทางที่ดีขึ้น มองเห็นคนรักเพศเดียวกันว่าเป็นมนุษย์ ปฏิบัติต่อคู่รักเพศเดียวกันที่มาขอจดทะเบียนสมรสอย่างให้เกียรติ เมื่อนั้นความรู้สึกว่ารักเพศเดียวกันเป็นกรรมก็อาจจะค่อยๆ หมดไปเพราะสังคมให้การยอมรับสนับสนุนมากขึ้น



โลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว
แท้จริงแล้วกฎหมายทะเบียนสมรสสำหรับคู่รักเพศเดียวกันไม่ได้ช่วยเหลือแค่คนสองคนเท่านั้นแต่ยังช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วย เช่น พ่อแม่ที่มีลูกรักเพศเดียวกันแต่เดิมอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจรับไม่ได้ แต่เมื่อกฎหมายรับรองชีวิตคู่ของเพศเดียวกันถูกประกาศใช้ ความเข้าใจของพ่อแม่ย่อมพัฒนาไปสู่การยอมรับและเข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น รวมถึงพี่ๆ น้องๆ หรือญาติๆ ของคู่รักเพศเดียวกันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติเพราะมีกฎหมายออกมารองรับ

ในระดับโรงเรียนและสถาบันการศึกษา การรับรู้สำหรับครูอาจารย์และนักเรียนก็ย่อมเปลี่ยนไป มีการยอมรับและเข้าใจประเด็นคนรักเพศเดียวกันมากขึ้น ในระดับสังคมที่ใหญ่ออกไปเป็นหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ประเทศ นักการเมือง ประชาชน ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เราไม่อาจพูดได้ว่ากฎหมายช่วยเหลือแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กฎหมายได้ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ทำให้โลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

พัฒนาการความมั่นใจในตัวเองและความภาคภูมิใจในตัวเองของมนุษย์ทุกคนล้วนมีความสำคัญ ความรักเป็นสิ่งสวยงามไม่ว่าคู่รักนั้นจะเป็นเพศใด แต่สิ่งสำคัญกว่าอื่นใดก็คือความเข้าใจ การยอมรับ และการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน ความเข้าใจในความแตกต่างจึงเป็นเรื่องจำเป็น.

3 นิกาย สติเดียว

3 นิกาย สติเดียว
พระชาย วรธัมโม                                   คมชัดลึก  อาทิตย์  3  กุมภาพันธ์  2556




          อาจารย์คนแรกที่สอนผู้เขียนให้รู้จักสติเป็นพระธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ท่านชื่อพระอาจารย์มหาดี ติสสเทโว ตอนที่ผู้เขียนบวชได้สองเดือนอาจารย์ดีได้ย้ายมาสอนบาลีในวัดที่ผู้เขียนบวชอยู่ วันที่อาจารย์ย้ายมาช่วงนั้นผู้เขียนไปธุระที่อื่น พอกลับมาถึงวัด พี่สาวซึ่งบวชเป็นแม่ชีบอกกับผู้เขียนว่าพระอาจารย์สอนบาลีที่ย้ายมาใหม่บอกว่าผู้เขียนจิตใจเหม่อลอยไม่ค่อยมีสติ มีอาการน่าเป็นห่วง ท่านฝากบอกมาว่าหากมีเวลาว่างให้ไปพบท่านด้วย

          เมื่อกลับมาถึงวัดผู้เขียนจึงหาเวลาไปสนทนาธรรมกับท่านที่กุฏิ ผู้เขียนพบว่าท่านเป็นพระที่มีอัธยาศัยดีถึงแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็เหมือนกับเรารู้จักกันมานาน ท่านรู้ว่าผู้เขียนไม่มีสติตั้งแต่ยังไม่รู้จักหน้าค่ากันด้วยซ้ำ เมื่อสนทนากันผู้เขียนจึงได้โอกาสถามท่านว่าแล้วความมีสติคืออะไร ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะเป็นคนมีสติ อาจารย์ดีตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "ทำอะไรก็ให้รู้ลมหายใจเข้า-รู้ลมหายใจออกแค่นั้นก็พอ" ผู้เขียนได้ฟังแค่นั้นก็เข้าใจทันทีว่าอาจารย์ดีหมายความว่าให้เรามีการระลึกรู้ตัวตลอดเวลานั่นเองโดยใช้ "ลมหายใจ" เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกฝนให้ตัวเรามีสติรู้ตัวต่อเนื่องตลอดเวลา



                                             พระอาจารย์ดี ติสสเทโว นิกายเถรวาท

          ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผู้เขียนก็เฝ้าปฏิบัติตนให้มีการระลึกรู้ตัวตลอดเวลาไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ซักผ้า เข้าห้องน้ำ สรงน้ำ เดินไปนู่นมานี่ และรู้สึกสนุกที่ตัวเองได้เฝ้าระวังจับจ้องตัวเองให้มีสติตื่นรู้อยู่ตลอดเวลามิได้ขาดจนอาจารย์ดีต้องมาเตือนว่า "ท่านตั้งใจมากเกินไปแล้ว พอสติหายไปท่านก็พยายามจับจ้องให้มีมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องการให้มันหายไปไหน"  ผู้เขียนได้ฟังแค่นั้นก็เข้าใจทันทีว่าตัวเองกำลังปฏิบัติผิด เมื่อไรที่ "การระลึกรู้" หายไปเราก็เฝ้ากำหนดจับจ้องให้มันคงอยู่กับเราไม่ให้คลาดสายตาไปไหน พอสติหายไปเราก็ผิดหวังจนรู้สึกเกร็งไม่เป็นไปตามธรรมชาติเพราะพยายามจับจ้องให้มันคงอยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งแท้จริงแล้วสติหรือการระลึกรู้ของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาสามารถสูญหายลืมเลือนไปได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การพยายามจับจ้องและเฝ้าระวังไม่ให้สติหายไปจึงเป็นเรื่องผิดปกติและเป็นการปฏิบัติที่ตึงเกินไป

          อาจารย์ดีจึงแนะนำว่า "ท่านไม่ต้องเฝ้าจับจ้องจนมากเกินไปขนาดนั้น เมื่อไรที่สติหรือการระลึกรู้หายไปก็กำหนดให้เกิดขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง"  เมื่อนั้นผู้เขียนจึงเข้าใจวิธีการเจริญสติมากขึ้นว่าเราไม่ต้องคาดหวังให้มันอยู่กับเราไปตลอดหรือหมกมุ่นกับมันมากจนเกินไป ถ้ามันหายไปก็กำหนดมันขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง

          นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้เขียนได้รู้จักกับคำว่า 'สติ' เพราะเท่าที่ผ่านมาเรารู้จักคำว่าสติแต่ไม่เคยรู้เลยว่าสติคือ "ความระลึกได้" แค่เราระลึกได้ว่าเรากำลังทำอะไรในปัจจุบันก็คือสติอย่างแท้จริง ผู้เขียนโชคดีที่ได้รู้จักกับครูบาอาจารย์ที่มีเมตตาช่วยแนะนำการเจริญสติให้หลังจากที่บวชได้ไม่นาน ทำให้ทราบแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเจริญสติ โดยปกติผู้เขียนเป็นคนชอบฝันกลางวันปล่อยให้ความคิดล่องลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหยุดความฟุ้งซ่านฟุ้งกระจายนั้นได้อย่างไร บังเอิญอาจารย์ดีเป็นพระที่รู้ใจ รู้ว่าจะสอนผู้เขียนให้มีสติและรู้ว่าจะแนะนำผู้เขียนให้ปฏิบัติอยู่ในทางสายกลางได้อย่างไร หากอาจารย์ดีไม่แนะนำผู้เขียนก็คงตั้งใจที่จะมีสติมากจนเกินไปและไม่รู้ว่าจะหลุดออกจากการยึดติดในสตินั้นได้อย่างไร วิธีการสอนให้เจริญสติของอาจารย์ดีก็ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นให้มีสติกับลมหายใจเข้าออก เมื่อทำได้เราก็จะระลึกได้ถึงการมีสติกับกิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน อาจารย์ดียังแนะนำเพิ่มเติมว่าขณะสวดมนต์ก็ให้สติอยู่กับลิ้นหรือริมฝีปาก แต่ละวันที่ผ่านไปก็พยายามอย่าให้จิตคิดถึงเรื่องที่ไกลจากตัวเราเกินกว่าหนึ่งเมตร นั่นเป็นคำสอนของอาจารย์ดีที่ผู้เขียนยังจำได้ ท่านอยู่วัดเดียวกับผู้เขียนเพียงแค่ปีเดียวเมื่อท่านย้ายไปเราก็ไม่เคยพบท่านอีกเลย

          ๓ ปีต่อมาผู้เขียนได้พบกับลามะในสายวัชรยานท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ท่านชื่อสมันตา ท่านบวชมาจากเนปาลเป็นนิกาย 'เกรุกปะ' หรือนิกายหมวกเหลือง ย้อนหลังกลับไปประมาณ ๒๐ ปีที่แล้วคนไทยยังรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานกันน้อย แม้ปัจจุบันพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก การได้สนทนาธรรมกับท่านสมันตาเป็นการเปิดโลกทัศน์ทำให้ผู้เขียนรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานมากขึ้น พุทธศาสนานิกายวัชรยานมีถิ่นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยในประเทศทิเบต นิกายนี้มีความเชื่อว่าลามะคือพระโพธิสัตว์ที่กลับชาติมาเกิดเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ทุกวันนี้ประเทศทิเบตถูกจีนยึดครองทำให้ชาวทิเบตและลามะจำนวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ดาไลลามะผู้นำทิเบตยังต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาแบบทิเบตจึงกระจายออกไปเจริญเติบโตนอกประเทศทิเบต คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจพุทธศาสนาแบบทิเบตและเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นชาวพุทธหลังจากได้ปฏิบัติภาวนากับลามะที่เข้าไปเผยแผ่พุทธศาสนาในอเมริกา คนอเมริกันจึงรู้จักพุทธศาสนานิกายวัชรยานมากกว่านิกายอื่นๆ



                                                                  ท่านสมันตา นิกายวัชรยาน

          ผู้เขียนมีโอกาสถามท่านสมันตาว่าแนวทางการปฏิบัติธรรมของท่านเป็นอย่างไร ท่านตอบว่าแนวทางการปฏิบัติของท่านคือการเจริญสติ รู้สึกตัวตลอดเวลาหรือบางครั้งก็กำหนดให้จิตอยู่กับจิต ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปไหน  นั่นเป็นครั้งที่สองที่ผู้เขียนมีโอกาสพบกับครูบาอาจารย์ที่สอนการปฏิบัติในแนวทางการเจริญสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่มาจากนิกายวัชรยานซึ่งเป็นนิกายที่มาจากเทือกเขาหิมาลัยอันแสนไกล ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจถึงแม้เราจะมาจากคนละนิกายที่อยู่ห่างไกลกันแต่เราก็มีแนวทางการปฏิบัติแบบเดียวกันคือ "การเจริญสติ"

          ราวปี ๒๕๔๗ หรือประมาณสิบปีถัดมาคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัมซึ่งเป็นสายของท่านติชนัทฮันห์เป็นพุทธศาสนาสายมหายานจากประเทศเวียดนามที่ไปเจริญเติบโตอยู่ในประเทศฝรั่งเศสได้เดินทางมาจัดงานภาวนาในเมืองไทยนำโดยภิกษุณีนิรามิสา งานภาวนาครั้งนั้นจัดที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมภาวนาครั้งนั้นด้วย รู้สึกประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่าวิถีการปฏิบัติของหมู่บ้านพลัมใช้การเจริญสติที่ลมหายใจเข้าออกเป็นเครื่องมือระลึกรู้ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่อาจารย์ดีเคยสอนผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน พร้อมกับรู้สึกทึ่งเมื่อค้นพบว่าพุทธศาสนาทั้ง ๓ นิกาย คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน ต่างมีวิถีการปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน คือ การมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบัน


                                                               ภิกษุณีนิรามิสา นิกายมหายาน

          สิ่งที่น่าสนใจก็คือพุทธศาสนาได้ผ่านการเดินทางมาแล้วกว่า ๒,๕๐๐ ปี มีการแตกออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ๓ นิกาย คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน แต่ละนิกายได้เดินทางแผ่กระจายไปตามจุดต่างๆ ของโลก แทรกซึมอยู่ในดินแดนที่แตกต่างกันทั้งภาษา วัฒนธรรม ประเพณี มีชื่อเรียกนิกายที่ไม่เหมือนกัน เมื่อดูจากภายนอกเราแตกต่างกันมาก

            ถึงแม้เราจะดูแตกต่างกันอย่างไร การปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เรามีความเหมือนกันทั้งสามนิกายก็คือ "การมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบัน"  นั่นเอง.   






.