วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ที่นี่หมู่บ้านพลัม..ไม่สนใจของขลัง (ตอนที่ ๑)



"สังฆะในความหมายใหม่"
                                                                             พระชาย วรธัมโม / เรื่อง               
                                                                           พระสมบูรณ์ สุมังคโล / ภาพ
คมชัดลึก  ศุกร์  3  พฤษภาคม 2556

            เคยมีคนถามว่าการอบรมปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมเขาปฏิบัติอะไรกันบ้าง รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ตอบยากเพราะการปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมไม่ใช่การสอนให้รู้จักการภาวนาเจริญสติเพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมเรื่องอื่นๆ เข้าไปไว้ในการปฏิบัติธรรมด้วย ที่สำคัญก็คือหมู่บ้านพลัมไม่สนใจพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือของขลัง แต่สนใจให้คนลงมือปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกันจริงๆ มากกว่า

          การมาเยือนเมืองไทยของหลวงปู่ติชนัทฮันห์ในวัย ๘๗ ปีครั้งนี้ ยังคงชักชวนให้คนไทยมาลิ้มรสธรรมะโดยปราศจากเครื่องรางของขลังเช่นเคย ภายใต้หัวข้อการปฏิบัติธรรม จริยธรรมประยุกต์ มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมที่เป็นครู อาจารย์ หรือบุคลากรที่ทำงานด้านการสอน 

การปฏิบัติธรรมครั้งนี้เกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วังน้อย พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ ๔-๘ เมษายนที่ผ่านมา รายการปฏิบัติธรรมที่เหลืออีกสองรายการที่นครนายกถูกจองเต็มทันทีที่เปิดให้จองเพียงสัปดาห์แรก

                                   




เริ่มต้นด้วยการร้องเพลง
วันแรกของการปฏิบัติธรรมเริ่มขึ้นเมื่อเวลา ๑ ทุ่ม การปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสมาทานศีล ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ตามรูปแบบที่มักปฏิบัติกัน แต่เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงประสานเสียงของคณะนักบวชชายหญิงจากหมู่บ้านพลัม เป็นการปลุกผู้ฟังให้ตื่นจากความหลับไหลไปกับเสียงร้องเพลงธรรมะที่ไพเราะยากจะหาฟังได้จากที่ไหน 

การร้องเพลงขัดกับวินัยที่พระพุทธเจ้าห้ามนักบวชร้องเพลงมิใช่หรือ ทำไมนักบวชหมู่บ้านพลัมจึงร้องเพลงกันได้ คำตอบคือการร้องเพลงของนักบวชหมู่บ้านพลัมไม่ได้ร้องเพื่อกระตุ้นอารมณ์เหมือนเพลงประโลมโลกทั่วไป แต่เป็นการร้องที่นำไปสู่การตระหนักรู้ในการปฏิบัติ เป็นบทเพลงที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตระหนักรู้ในความเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เป็นบทสวดที่กล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตาต่อการรับฟังความทุกข์ยากของสรรพสัตว์ ถ้าบทเพลงจะทำให้การหยั่งรู้ลงในธรรมของผู้ร้องหรือผู้ฟังมีมากขึ้นการร้องเพลงนั้นก็คือการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน ใครก็ตามที่เข้ามาปฏิบัติภาวนากับหมู่บ้านพลัมสิ่งที่แรกๆ ที่ต้องทำก็คือการร้องเพลง

การร้องเพลงในขณะที่เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ในความหมายหนึ่งคือการได้ปลดปล่อยความทุกข์ทางใจออกไป ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเพิ่มพลังในการปฏิบัติธรรมไปด้วยเมื่อเนื้อหาของเพลงจูงใจผู้ร้องและปลุกใจผู้ฟังในเกิดความมั่นคงในการปฏิบัติ หนทางของมหายานอาจจะมีความแตกต่างจากเถรวาทด้วยมุมมองธรรมะที่กลับด้านออกไป

เมื่อร้องเพลงจบหลวงปู่ลงมาบรรยายธรรมข้างล่างแทนที่จะพูดบนเวทีเพื่อความใกล้ชิดคนฟังยิ่งขึ้น
หลวงปู่กล่าวถึงความสุขว่า ถ้าเรามีความสุขเราจะสามารถทำให้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเรามีความสุขไปด้วย แต่เมื่อใดที่เรามีทุกข์ เรามีความโกรธ มีความหงุดหงิด สิ่งเหล่านั้นจะกระจายไปยังคนที่อยู่รอบๆ ตัวเราด้วยเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีความสุขเราก็ไม่มีอะไรจะให้คนอื่น ถ้าเรามีความสุขเราก็สามารถทำให้คนอื่นมีความสุขได้ด้วยพร้อมยกตัวอย่างให้ฟังว่าพระพุทธเจ้าเป็นครูที่มีความสุขที่สุดในโลกคนหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้ามีความสุขมากมาย พระองค์ก็สามารถช่วยให้คนมากมายเหล่านั้นหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ด้วยเช่นกัน นี่เป็นคำสอนง่ายๆ ที่ทำให้เห็นว่าเรามีส่วนช่วยให้บุคคลรอบๆ ตัวเรามีความสุขได้เพียงเราทำตัวเองให้มีความสุขภายในเสียก่อน เมื่อนั้นความสุขจากภายในของเราก็จะแผ่กระจายออกไปยังบุคคลรอบข้าง




สังฆะในความหมายใหม่
          ทุกครั้งที่หลวงปู่เดินทางไปจัดภาวนาที่ไหนก็ตามท่านจะไปพร้อมกับภิกษุภิกษุณีจำนวนมากมาย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านมากันเป็นคณะใหญ่พร้อมด้วยนักบวชชายหญิงจำนวน ๑๖๐ รูป เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมจำนวน ๗๐๐ คน ผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมจำนวนมากขนาดนี้ถ้าไม่ใช่มืออาชีพคงจัดการให้เพลิดเพลินไปกับการปฏิบัติธรรม ๕ วันไม่ได้แน่ แต่ใครจะรู้ว่าที่ต้องมากันเป็นคณะใหญ่ก็เพราะหลวงปู่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจคำว่า สังฆะ ในความหมายใหม่ว่าหมายถึง การอยู่ร่วมกันของผู้ปฏิบัติธรรม โดยไม่จำกัดว่าต้องหมายถึง คณะสงฆ์ อย่างที่ชาวพุทธทั่วไปเข้าใจกัน อาจเป็นกลุ่มฆราวาสด้วยกันก็ได้

          ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมประมาณ ๗๐๐ คนได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มสังฆะย่อยซึ่งเรียกว่า กลุ่มครอบครัวประมาณ ๒๐ กลุ่ม โดยมีนักบวชจากหมู่บ้านพลัมเข้าไปกำกับดูแลกลุ่มสังฆะย่อยทุกกลุ่มคล้ายเป็นพี่เลี้ยงธรรมะในกลุ่มสังฆะนั้นเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีโอกาสพูดคุยกับนักบวชและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันอย่างทั่วถึง นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลวงปู่ต้องพานักบวชติดตามไปด้วยมากมาย เพื่อเป็นการแบ่งงานกันทำตามความหมายของ สังฆะ เมื่อนักบวชมีโอกาสนำภาวนาในกลุ่มย่อย ก็ทำให้นักบวชเกิดการเจริญเติบโตจากการได้เป็นผู้นำ ไม่ใช่หลวงปู่เก่งเพียงคนเดียวแต่ลูกศิษย์ไม่เอาไหนเลย นี่เป็นวิธีการฝึกลูกศิษย์ที่ชาญฉลาดของอาจารย์ทีเดียว

          นั่นเป็นส่วนของการบริหารจัดการผู้เข้าร่วมจำนวนมาก หมู่บ้านพลัมยังต้องบริหารจัดการเรื่องเครื่องเสียงที่นำไปเองด้วย ใครจะรู้ว่าแต่ละครั้งที่หลวงปู่ไปจัดกิจกรรมภาวนาที่ไหนก็ต้องพกพาเครื่องเสียงไปเองทั้งไมโครโฟน ลำโพง เครื่องขยายเสียง หูฟังสำหรับการแปลภาษาในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมเป็นชาวต่างประเทศ และยังต้องจัดหาอาสาสมัครมาเป็นล่ามแปลเป็นภาษาต่างๆ บางครั้งนักบวชในหมู่บ้านพลัมก็เป็นล่ามให้เพราะนักบวชในหมู่บ้านพลัมมาจากหลายชาติหลายภาษา และยังมีการบันทึกวิดีโอ บันทึกภาพนิ่ง เหล่านี้เป็นหน้าที่ของนักบวชในหมู่บ้านพลัมจัดการเองทั้งสิ้น

          ถามว่าทำไมต้องมีเครื่องเสียงไปเอง เพราะหลวงปู่ให้ความสำคัญกับการฟังมาก ธรรมะดีแต่ถ้าเครื่องเสียงไม่ดีการบรรยายธรรมะก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง ในเมื่องานหลักของหมู่บ้านพลัมคือการเผยแพร่ธรรมะ การมีครื่องเสียงไปเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น เหมือนกับวงดนตรีที่ต้องการให้คนฟังประทับใจก็ต้องมีเครื่องเสียงที่มีคุณภาพ ทั้งหมดคือความหมายของ สังฆะ คือการทำงานเป็นทีมร่วมกัน


กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
          แนวทางการปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมอีกอันหนึ่งคือต้องการให้ผู้ปฏิบัติกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง คำว่ากลับไปเป็นเด็กคือกลับไปสู่ความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ไม่เสแสร้ง ไม่มายา

          ตอนที่เราเป็นเด็กเราดีใจเราก็หัวเราะออกมาดังๆ เราเสียใจเราก็ร้องไห้มีน้ำตาไหลออกมา แต่เมื่อเราโตขึ้นเราถูกความเป็นผู้ใหญ่กดทับความรู้สึกบริสุทธิ์นี้ไว้ เราถูกความมีหน้ามีตากดทับไว้ เราถูกหน้าที่การงานความรับผิดชอบกดทับไว้ ทำให้บางครั้งเราดีใจมากๆ เราก็แสดงออกมาไม่ได้ บางครั้งเราเสียใจจนอยากร้องไห้เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคนรอบข้างจะบอกกับเราว่า โตแล้วยังร้องไห้อีก’ 

          แต่สำหรับหมู่บ้านพลัมแล้ว เราดีใจเราก็หัวเราะออกมาดังๆ ได้ เราเสียใจเราก็ร้องไห้ได้ นักบวชในหมู่บ้านพลัมทั้งชายหญิงร้องไห้เป็นกันทุกรูป เพราะทุกคนเรียนรู้จากหลวงปู่ว่าเราไม่ควรเสแสร้งกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา เมื่อเราหัวเราะเราก็มีสติระลึกรู้ไปกับการหัวเราะ เมื่อเราร้องไห้เราก็มีสติไปกับการร้องไห้ เพราะเราตระหนักรู้ว่ามันเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป การกดทับอารมณ์เหล่านั้นไว้มีแต่จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิต การได้ปลดปล่อยอารมณ์เหล่านั้นออกไปอย่างเหมาะสมและมีการระลึกรู้เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง.           

.

ฮวงโปกล่าวว่า "เรามีพุทธะกันอยู่แล้ว ! "


พระชาย วรธัมโม   คมชัดลึก   พุธ  3  เมษายน  2556


                                            

                  




          สมัยที่ผู้เขียนบวชใหม่ๆ อยู่วัดบ้านๆ ไม่ได้เป็นวัดปฏิบัติที่เคร่งครัดอะไร ฉันวันละสองมื้อ ก่อนฉันมีการสวดบทพิจารณาอาหารเป็นภาษาบาลี ก็สวดไปแบบไม่เข้าใจ พอไปเจอหนังสือที่มีบทแปลเป็นภาษาไทยก็เข้าใจมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดตรงเป้าหมาย แล้วมองพระเณรรูปอื่นว่าคงไม่รู้ว่าบทพิจารณาอาหารมีความหมายว่าอย่างไร พระเณรเหล่านั้นคงเข้าไม่ถึงคำสอนเหมือนเรา

          วัดที่จำพรรษาฉันวันละสองมื้อไปตามอัตภาพ ต่อมามีโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปค้างแรมวัดป่า ฉันมื้อเดียว กลับมาวัดแล้วรู้สึกว่าเราฉันสองมื้อมากเกินไป น่าจะลดลงเหลือเพียงมื้อเดียวจะได้ดูเป็นพระขึ้นมาหน่อย ฉันมากๆ ไม่ดูเป็นพระเลย

          พอไปเจอพระที่ทำ เนสัชชิกังคะ คือ การถือไม่นอนเป็นวัตร ก็เอาอย่างบ้างเพราะเห็นเป็นของแปลกใหม่ และคิดว่าการนอนมากๆ ทำให้ดูไม่เป็นพระเพราะเอาแต่นอน






           

          ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปเพราะอยากได้อะไรที่สูงขึ้นๆ แต่การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งเราปฏิบัติด้วยความอยากมากเท่าไรกลับได้ในสิ่งที่เรียกว่า ความยึดติด ขึ้นมาแทน เพราะเราปฏิบัติด้วยจิตที่ปรุงแต่ง จิตที่ปรุงแต่งจะนำไปสู่การเข้าถึงแก่นได้อย่างไร เพราะการเข้าถึงแก่นหมายถึงการหยุดปรุงแต่ง

          ตอนที่ฉันมื้อเดียว เรายึดติดว่าตัวเราเป็นพระดี เราคิดว่าการฉันมื้อเดียวเป็นรูปแบบการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพระ แล้วมองพระที่ฉันมากกว่าหนึ่งมื้อว่าเป็นพระที่ไม่เคร่งครัดไม่เอาใจใส่ในเรื่องการปฏิบัติ

          ตอนที่เราทำความเพียร เนสัชชิกังคะเราก็สนุกไปกับการไม่นอน แต่ร่างกายบอกว่าไม่ไหวแล้ว ในที่สุดก็พบกับความอ่อนเพลีย มีอาการตาแดง ลิ้นสากลิ้นชาฉันข้าวไม่ลง

          เมื่อเราอดอาหารเพราะอยากได้ตบะ อยากได้ความเพียรเหมือนกับพระเกจิดังๆ ที่ท่านปฏิบัติกัน แต่สิ่งที่ได้คือความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความหิวโหย

          มองย้อนกลับไปก็เป็นเรื่องตลกที่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการเข้าถึงธรรม เข้าถึงการปฏิบัติ ต้องการทำตัวเองให้ดูเป็นพระที่ดีมีภูมิธรรมที่สูงขึ้น หลายวิธีการนำไปสู่การยกตนข่มท่านว่าตนเองเป็นพระปฏิบัติแต่รูปอื่นไม่ใช่ ทำให้เข้าใจต่อมาถึงความสุดโต่งบางอย่าง 

          เมื่อเราสุดโต่งมากขึ้นก็เหมือนกับความสุดโต่งนั้นกระเด้งกลับ ทำให้เกิดปัญญาเห็นทุกข์จากการประพฤติปฏิบัติที่สุดโต่งจนเกินไป แต่การทดลองทำอะไรที่เกินพอดีหรือ เยอะเกินไปกลับกลายเป็นประสบการณ์ตรงที่นักปฏิบัติธรรมควรผ่านการทดลองปฏิบัติบนแนวทางนี้ดู จะได้รู้ว่าทางสุดโต่ง อัตตกิลมถานุโยคที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีลักษณะเป็นอย่างไร 

          ทุกวันนี้พุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาอาจมีลักษณะบางอย่างคล้าย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเราไม่ต้องคิดมากเพราะคัมภีร์บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าการทำอะไรก็ตามที่ทำให้เราต้องลำบาก เป็นการกระทำที่สุดโต่งเกินไป ไมได้ทำให้เกิดสติปัญญา ภิกษุไม่ควรปฏิบัติตามทางสุดโต่งสายนั้น 

          ถ้าเราเชื่อตามนั้นเรากำลังพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งด้วยตนเองว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น การมองเห็นอัตตกิลมถานุโยคควรเป็นสิ่งที่แต่ละคนมองเห็นด้วยตาตนเอง มิใช่เชื่อเอาอย่างง่ายดายจากคำบอกเล่าที่สืบทอดต่อกันมา

          การปฏิบัติทุกแนวทางเป็นหนทางนำไปสู่การรู้แจ้ง การได้ลองผิดลองถูกถือเป็นครูที่ดี ในที่สุดเราจะค้นพบด้วยตนเองว่า ทางสายกลางของเรานั้นอยู่ ณ จุดไหน ระดับไหนเหมาะสมกับตัวเราที่สุด เพราะ ทางสายกลางของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน

 หรือถ้าจะนำแนวทางนั้นไปปฏิบัติต่อก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายหากเราค้นพบว่านี่คือทางสายกลางของเรา และถ้าแนวทางนั้นนำเราไปสู่การสร้างตบะ สร้างความเพียร สร้างบารมี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนักเพราะหากเราไม่สั่งสมการปฏิบัติกันเลยบารมีจะพอกพูนขึ้นมาได้อย่างไร

          แต่ถ้าเรารู้สึกว่าแนวทางนั้นเป็นทางสุดโต่ง ทำตนให้ลำบาก แล้วหาทางสายกลางอื่นๆ ที่ผ่อนลงมาให้เหมาะสมกับตนเองก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

สำหรับผู้เขียนเองยังได้ ขันติ คือ ความอดทน อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความอดทนสูงขึ้นกับความทุกข์ทรมานจากร่างกายนี้ ต่อไปในอนาคตหากเราต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บที่ทุกข์ทรมานเราจะอดทนได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าร่างกายของเราสามารถทนทานกับวิธีการปฏิบัติแนวนี้ได้มากสุดในระดับไหน เพราะบางคนไม่ประมาณตน อยากได้ความอดทน อยากได้ความเพียรในระดับสูงๆ จนไม่ดูสภาพร่างกายตนเองก็สามารถทำให้เกิดผลร้ายได้เหมือนกัน เรียกว่า ปฏิบัติธรรมไม่สมควรกับธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

บนหนทางของการปฏิบัติธรรมประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือ ตอนที่ฉันมื้อเดียวนั้นตนเองรู้สึกว่าเป็นพระมากขึ้น ในขณะที่เรามองพระรูปอื่นๆ ว่าไม่เคร่งครัดเหมือนเราและไม่ได้เป็นพระที่ดีเหมือนเรา ตรงนี้เองที่นักปฏิบัติพึงระมัดระวังจิตปรุงแต่งของตนเอง 




จิตปรุงแต่งมักแฝงมากับความทะยานอยากในการปฏิบัติ เป็นความคิดปรุงแต่งเป็นตัวเป็นตนว่าฉันสูงกว่า ฉันดีกว่า ฉันเหนือกว่าคนอื่น และอาจจะยึดติดว่าตนเองเวลานี้ฉันมื้อเดียวมีความเป็นพระมากกว่าเมื่อก่อนหน้านี้ที่ฉันสองมื้อทั้งๆ ที่เป็นคนๆ เดียวกัน มันช่างเป็นอัตตาตัวตนที่มีมิติซับซ้อน ทำให้นึกถึงคำสอนของอาจารย์เซนนามว่า ฮวงโป’ (มรณะ พ.ศ.๑๓๙๓) เคยกล่าวไว้ว่า

ถ้าเธอยังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้น คือ พุทธะ  และถ้าเธอยังยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ และต่อพิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ  แนวความคิดของเธอก็ยังผิดพลาด และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับการปฏิบัติที่ทำให้จิตหนึ่งหรือพุทธะแท้นั้นปรากฏตัว...

            จิตหนึ่ง นั่นแหละ คือ พุทธะ ไม่มีพุทธอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มแจ้งและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย การใช้จิตของเธอให้ปรุงความคิดความฝันไปต่างๆ นั้น เท่ากับเธอละทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองกับรูปธรรมภายนอกซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก

โศลกธรรมข้างต้นของท่านฮวงโปกำลังบอกเราว่าทุกคนต่างมีจิตที่เป็น พุทธะกันอยู่แล้ว แต่เรามักเสียเวลาตกลงไปในหลุมพรางของการยึดติดในการปฏิบัติซึ่งเป็นการปรุงแต่งของ อัตตามากกว่าจะตระหนักรู้ถึง จิตเดิมแท้ที่มีอยู่แล้ว 

ไม่ว่าเราจะฉันมื้อเดียวหรือฉันมากกว่าหนึ่งมื้อ ไม่ว่าเราจะประพฤติวัตรเคร่งครัดด้วยการไม่นอนหรือด้วยการอดอาหาร หรือด้วยการพยายามทำตนให้ลำบากมากไปกว่านี้เราก็ไม่ได้มี พุทธะมากขึ้นหรือน้อยลง เรายังมี พุทธะอยู่เช่นเดิม การประพฤติวัตรเคร่งครัดเหล่านั้นเป็นเพียงหนทางของการฝึกตน 

การตระหนักรู้ว่า จิต เรานั้นมีความรู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว มีความสำคัญกว่าใดๆ
การปฏิบัติทางสายกลางเป็นการรื้อฟื้นให้เรากลับมาตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เรามีอยู่แล้วต่างหาก.

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จิตวิญญาณผู้หญิง ความจริงเหนือศาสนา


พระชาย  วรธัมโม                 คมชัดลึก อังคาร  5  มีนาคม  2556




             ๕  มีนาคมเป็นวันสตรีสากลทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว เพศหญิงเคยได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพีแห่งการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์

            มนุษย์มีวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาแล้วเป็นเวลา ๕ ล้านปี หลักฐานที่บ่งบอกว่ามนุษย์อยู่บนโลกใบนี้มาช้านานมากที่สุดคือ ถ้ำลาสโกซ์ อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นถ้ำที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังถึง ๒,๐๐๐ ภาพ นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่าภาพเหล่านี้มีอายุอยู่ที่ ๑๗,๐๐๐ ปีทีเดียว เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ช่วงเวลานั้นมนุษย์ยังไม่มีศาสนา ศาสนาเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา

            ในเมื่อศาสนายังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นจึงเป็นธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่มาในรูปของ เทพี หรือ เทพผู้หญิง (Mother Goddess) วันนี้เราจะย้อนกลับไปศึกษาความเชื่อของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ว่าพวกเขาคิดหรือเชื่ออะไรในการดำรงอยู่ของชีวิต

            ...................................................................

เมื่อประมาณ 5 ล้านปีที่แล้วหลังจากที่มนุษย์วิวัฒนาการจากการใช้ชีวิตบนต้นไม้ด้วยการลงมาอยู่บนพื้นดิน มนุษย์ก็ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่ ต่อมาจึงเริ่มปักหลักอยู่เป็นที่เป็นทาง มีการเข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำ แล้วต่อมามนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง 

เมื่อมนุษย์รู้จักสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเอง มนุษย์ก็เริ่มรู้จักทำการเพาะปลูก เพศชายออกไปล่าเหยื่อในขณะที่เพศหญิงเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรกรรมด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ฝังไว้ใต้ดินรอวันแตกหน่องอกงาม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้มนุษย์หันมาให้ความเคารพบูชาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติซึ่งอยู่ในรูปของ เทพผู้หญิงผู้ให้กำเนิดความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพรรณธัญญาหาร

มนุษย์ยุคโบราณปั้นรูปเคารพจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ในรูปร่างของเพศหญิง มีเต้านม มีสรีระอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีเครื่องเพศเด่นชัด  คนโบราณให้ความยกย่องเพศหญิงว่าเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ผิดกับสมัยนี้ที่มองเพศหญิงว่าเป็นเพียงวัตถุทางเพศ คนยุคปัจจุบันมองเพศหญิงว่ามีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าเพศชาย บางทีคนโบราณอาจมีจิตใจสูงส่งกว่าคนในยุคปัจจุบันก็ได้ถึงแม้ยุคโบราณจะยังไม่มีศาสนาเกิดขึ้น อีกทั้งความอ้วนก็ไม่ได้ถูกมองว่าน่าเกลียด แต่ความอ้วนหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความอดอยาก

อวัยวะเพศหญิงคืออวัยวะที่ให้กำเนิดทารกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการก่อกำเนิด  
เต้านมเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งอาหารเมื่อทรวงอกของแม่ทำหน้าที่ผลิตน้ำนมให้ลูกดื่มกิน



 รูปปั้นเทพผู้หญิงที่มีชื่อเสียง "วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ"  มีอายุ ๒๗,๐๐๐ ปี แกะจากหินปูน พบบริเวณลุ่มแม่น้ำดานูบในทวีปยุโรป วีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟ มีนมและเครื่องเพศเด่นชัดหมายถึงการให้กำเนิดและความอุดมสมบูรณ์ เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีความสูง 4 นิ้วครึ่ง 



คนสมัยโบราณปั้นรูปเทพีผู้หญิงขนาดเล็กเป็นรูปเคารพด้วยความคาดหวังว่าความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติจะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารที่เพาะปลูกมีความเจริญงอกงามให้ดอกออกผลเหมือนกับสรีระของเพศหญิงที่มีเต้านมคือแหล่งอาหารและอวัยวะเพศคือการให้กำเนิดชีวิต

มีการขุดพบรูปปั้นเทพีตามจุดต่างๆ ของโลก รูปปั้นเหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกระทัดรัดเท่าฝ่ามือหรือบางครั้งก็อาจใหญ่กว่านั้น มีลักษณะเปลือยเน้นที่รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทำด้วยวัสดุง่ายๆ เช่นดินเผาหรือแกะสลักจากหิน ตัวอย่างเช่น รูปปั้นวีนัสแห่งวิเลนดอร์ฟในทวีปยุโรป รูปปั้นเทพีนั่งห้อยเท้าแห่งชาทาโฮยุคในประเทศตุรกี รูปปั้นเทพีดอกไม้แห่งคันธาระพบในปากีสถาน และยังพบรูปปั้นลักษณะคล้ายกันนี้อีกหลายแห่งกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ของโลก




เทพีดอกไม้แห่งคันธาระ ทำจากดินเผา บนศีรษะของเทพีเต็มไปด้วยดอกไม้ มีใบไม้พาดกลางลำตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร พบที่ปากีสถาน มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต สหราชอาณาจักร



          รูปปั้นเทพีเหล่านี้ถือเป็นรูปเคารพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ยังไม่มีความหมายลึกซึ้งไปถึงระบบ ศีลธรรม ความดีความชั่ว เป็นเพียงรูปเคารพของความศรัทธาในพลังธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารออกดอกออกผลอย่างอุดมสมบูรณ์ เพื่อมนุษย์จะได้มีอาหารบริโภครอดพ้นจากความอดอยาก

แม้บ้านเราจะมีอารยธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี อายุ ๕,๐๐๐ ปี แหล่งอารยธรรมผาแต้ม จ.อุบลราชธานี อายุ ๔,๐๐๐ ปี  หรืออุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่ อายุ ๘,๕๐๐ ปี แต่ยังไม่พบรูปปั้นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนแถบนี้ จะมีก็แต่การเคารพบูชา พระแม่ ปรากฏอยู่ในพิธีกรรมต่างๆ ที่สืบทอดกันมาช้านาน เช่น:



   เทพผู้หญิงทำจากดินเผา นั่งบนบัลลังก์ห้อยเท้า มีเสือสองตัวขนาบข้างแสดงถึงบริวารและความมีอำนาจ รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ พบที่เมืองโบราณชาทาโฮยุค ประเทศตุรกี มีอายุประมาณ ๖,๐๐๐ ปี

   


ประเพณีลอยกระทงคือการบูชาพระแม่คงคา ประเพณีทำขวัญข้าวคือการบูชาพระแม่โพสพ หลังการทำบุญตักบาตรเรามีการกรวดน้ำลงดินฝากพระแม่ธรณีนำไปให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับ ในพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าผจญมาร พระแม่ธรณีได้บีบมวยผมให้น้ำไหลหลั่งออกมาช่วยพระพุทธองค์จากเหล่ามารที่มาผจญ จนมารเหล่านั้นต้องพ่ายแพ้ไป พระแม่ธรณีถือได้ว่าเป็นเทพีที่คอยสนับสนุนการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้ามาช้านานหลายพระองค์แล้วนับแต่อดีตกาลอันยาวไกล

แม้เราจะไม่พบหลักฐานรูปปั้นเทพีใดๆ ในดินแดนแถบนี้ แต่นี่คือการสืบทอดทางวัฒนธรรมความเชื่อเรื่อง เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพิธีกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานนับตั้งแต่ดินแดนแห่งนี้ยังไม่มีศาสนากำเนิดขึ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าในอดีตกาลมนุษย์เรามีวัฒนธรรมการนับถือเทพผู้หญิงแห่งความอุดมสมบูรณ์อยู่ทั่วทุกมุมโลกทั้งแถบยุโรปและเอเชีย

ก่อนรับประทานข้าวในวันนี้ เราขอขอบคุณพระแม่โพสพที่ทำให้เราได้มีเมล็ดข้าวบริโภค ทำให้เราไม่อดอยาก เราขอขอบคุณพระแม่ธรณีที่มอบผืนดินอันอบอุ่นให้เราได้หลับนอนผ่อนพัก และยังมอบผืนดินให้เราได้เพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารอย่างอุดมสมบูรณ์  เราขอขอบคุณพระแม่คงคาที่คอยหล่อเลี้ยงเราและโลกให้ฉ่ำเย็นด้วยหยดน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง 

เพราะ 'พระคุณแม่' มีเมตตากรุณาต่อมนุษย์จึงดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารให้มนุษย์ได้บริโภคใช้สอยมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะเป็นหนี้บุญคุณเทพีแห่งธรรมชาติ วันนี้ท่านยังคงทำหน้าที่แม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานนับล้านปีมาแล้วก็ตาม

มนุษย์ควรฝึกฝนตนเองให้มีเมตตากรุณาเช่นเดียวกับท่านด้วยการมีเมตตากรุณากับมนุษย์ด้วยกันเองไม่ว่ามนุษย์นั้นจะเป็นชนเผ่าใด ผิวสีไหน เป็นชนชาติใด พูดภาษาใด มีความแตกต่างทางความคิดกันเพียงไหน มนุษย์ก็มิควรรังเกียจกดขี่ข่มเหงกัน เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ด้วยความสงบสุข เช่นเดียวกับ 'แม่' ก็มีเมตตากรุณากับมนุษย์ทุกหมู่เหล่า มอบความอุดมสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ทุกซีกโลกมาช้านานแล้ว.


.