วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Car Free Day หยุดใช้น้ำมันแล้วไปถีบจักรยานกับหลวงพ่อกัน




 คมชัดลึก
 เสาร์ 2 พฤศจิกายน 2556 
 พระชาย วรธัมโม เขียน


เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายนที่ผ่านมาเป็นวัน Car Free Day รณรงค์ลดการใช้รถยนต์เพื่อประหยัดการใช้พลังงานน้ำมัน ดูเหมือนหลวงพ่อสมบูรณ์ สุมังคโล แห่ง วัดป่าลานหินตัด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จะเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวในประเทศไทยในเวลานี้ที่ใช้จักรยานในการทำงานสื่อสารกับสังคมให้ตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านการจัดงาน Car Free Day  ท่านเล่าที่มาที่ไปของการจัดงานในครั้งนี้ให้ฟังว่า 


 


“วันนี้เป็นวันรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ทั่วโลกเพื่อหยุดการใช้น้ำมัน ที่บ้านเรามีการจัดกันที่ส่วนกลางคือที่กรุงเทพฯ ในฐานะที่เราเป็นพระสงฆ์ที่สนับสนุนการขับขี่จักรยานเพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันเลยถือโอกาสนี้จัดงานกับเขาด้วย ทุกคนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีน้ำมันใช้อย่างถาวร สักวันหนึ่งน้ำมันต้องหมดไปจากโลกนี้แน่ๆ แต่บ้านเรากลับส่งเสริมการซื้อรถด้วยนโยบายรถคันแรกลดภาษีให้ ๑ แสนบาท ผลก็คือมีรถออกมาเต็มท้องถนนไปหมดแล้วรถก็ติดกันยาวเหยียดยิ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานน้ำมันโดยใช่เหตุ เราจึงอยากให้ทุกคนหันมามีสติกับการประหยัดน้ำมันด้วยการหันมาปั่นจักรยานกัน ซึ่งงาน  Car Free Day เราจัดมาปีนี้เป็นปีที่ ๓ แล้ว” 
 

แม้จะเป็นงานรณรงค์เพียงวันเดียวแต่เป็นงานที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ ในชนบทที่อยู่ไกลปืนเที่ยงอย่างเช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานนี้เป็นการลุกขึ้นมาจัดโดยพระสงฆ์ หลวงพ่อสมบูรณ์ได้เล่าให้ฟังว่ามีการประชาสัมพันธ์งานด้วยการนำป้ายโฆษณาไปติดตามจุดต่างๆ มีการแจกใบปลิวที่ตลาดบ้านกรวดเพื่อเชิญชวนเยาวชนและผู้สนใจนำจักรยานมาร่วมขับขี่กันในวันนั้น มีการประสานงานกับนายอำเภอบ้านกรวดแล้วกระจายข่าวไปยัง ๔ เทศบาลในเขต อ.บ้านกรวด เชื่อมโยงกับอีก ๑๖ โรงเรียนที่หลวงพ่อมีเครือข่ายอยู่แล้ว อีกทั้งพระสงฆ์ในวัดปราสาททองและวัดตลาดนิคม ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ให้การสนับสนุนด้วยการมาร่วมขับขี่จักรยานในกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้พลังงานในครั้งนี้


เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน มีการเปิดงานที่หอประชุม อ.บ้านกรวดซึ่งอยู่ใจกลางตลาด พระสงฆ์ ๘ รูป พร้อมด้วยชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ ๓ ชมรม คือ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอประโคนชัย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอลำปลายมาศ และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพอำเภอบ้านกรวด น่าเสียดายที่วันนี้ฝนตกจึงมีเยาวชนและผู้สนใจมาร่วมขับขี่จักรยานประมาณ ๒๕๐ คนไม่เช่นนั้นคงมีจำนวนมากกว่านี้ 


         หลวงพ่อสมบูรณ์ กับเยาวชนนักปั่นประมาณ 250 คน ที่ตลาดบ้านกรวด บุรีรัมย์


หลังจากเปิดงานมีกิจกรรม เกม และสันทนาการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างสนุกสนานและผ่อนคลายไปกับกิจกรรม หลังจากนั้นมีการขับขี่จักรยานเป็นหมู่ใหญ่ประมาณ ๒๕๐ คันจาก อ.บ้านกรวด ไปยังเขื่อนเมฆาซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐-๓๐ กิโลเมตรแล้วไปจบที่วัดป่าลานหินตัดด้วยกิจกรรมการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นเพียงกิจกรรมวันเดียวแต่อย่างน้อยก็ทำให้เยาวชนที่นี่ตระหนักรู้ถึงการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองของมนุษย์ซึ่งมีความสำคัญกับเยาวชนรุ่นนี้ หากเยาวชนรุ่นนี้ไม่ตระหนักรู้ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงเยาวชนรุ่นถัดไปว่าจะเป็นอย่างไร ไม่แน่นักว่าทรัพยากรธรรมชาติจะมีหลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้ใช้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่น่าคิด


ผู้เขียนถามหลวงพ่อสมบูรณ์ว่าปกติต่างจังหวัดมีรถยนต์น้อยอยู่แล้ว การจัดงาน Car Free Day จะมีผลอะไร เพราะถนนในต่างจังหวัดโดยปกติก็มีรถราวิ่งกันน้อยอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.บ้านกรวดถนนโล่งมาก หลวงพ่อสมบูรณ์ให้คำตอบว่า 


“เป็นคำถามที่ดี แต่ก่อนนี้หลวงพ่อมาอยู่ใหม่ๆ ชาวบ้านยังมีรถยนต์ใช้กันน้อย ในหมู่บ้านหนึ่งมีเพียงไม่กี่คันเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้เราสังเกตว่าในหมู่บ้านเริ่มมีรถยนต์เพิ่มจำนวนมากขึ้น บางบ้านมีถึง ๓ คัน ยิ่งมีนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับคนที่ซื้อรถยนต์คันแรกจำนวนรถในหมู่บ้านก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยปกติชาวบ้านต้องการมอเตอร์ไซด์กันเป็นความต้องการพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งมีนโยบายแบบนี้ออกมาก็ยิ่งกระตุ้นความอยากของคน ส่งผลให้ชาวบ้านหันมาซื้อรถยนต์ใช้กันมากขึ้น น้ำมันก็ถูกนำมาใช้เผาผลาญมากยิ่งขึ้น เราจึงต้องออกมากระตุ้นเตือนด้วยการทำให้ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่างว่าเรายังมียานพาหนะรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ต้องเผาผลาญพลังงานจากธรรมชาติและไม่ต้องเผาผลาญเงินในกระเป๋าของพวกเขามากเกินไปด้วยการรณรงค์ให้หันมาใช้จักรยานกัน ถึงแม้เราจะอยู่ต่างจังหวัด มีรถราบนถนนน้อยอยู่แล้วแต่เชื่อว่าการออกมารณรงค์ Car Free Day น่าจะเตือนสติผู้คนในชนบทให้ตระหนักรู้ถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและน่าจะเป็นวิธีการเตือนสติชาวบ้านได้ดี อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้เตือนล่วงหน้าแล้วก่อนที่หายนะจะมาถึงอย่างช้าๆ”


    กิจกรรมภาคบ่ายก่อนปิดการรณรงค์  Car Free Day  ที่วัดป่าลานหินตัด บุรีรัมย์



กับคำถามที่ว่าชาวบ้านมีความคิดเห็นอย่างไรกรณีพระขับขี่จักรยาน หลวงพ่อตอบว่า “เราเริ่มขับขี่จักรยานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ บัดนี้ผ่านมา ๙ ปีแล้ว มันก็มี ๓ แบบด้วยกัน คือ ทั้งชื่นชม ก่นด่า และเฉยๆ แต่ในโลกใบนี้ขอให้รู้ไว้เถิดว่าเราคงไม่สามารถทำอะไรให้ถูกใจคนได้ทุกคน ไม่มีใครทำอะไรแล้วได้รับคำชมเชยล้วนๆ หรือโดนด่าล้วนๆเพียงอย่างเดียว มันต้องมีทั้งสองแบบ เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง “โลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุขก็ต้องมีทุกข์” แต่ทั้งหมดนี้เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าเราทำไปเพราะอยากเด่นดัง เราต้องการให้ผู้คนหันมาตระหนักรู้วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังคืบคลานเข้ามาต่างหากซึ่งก็ได้เสียงตอบรับที่ดีไม่เช่นนั้นคงไม่มาร่วมงานกันเป็นร้อยๆ คนเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการแถวนี้ต่างก็ยอมรับได้ไม่มีปัญหา”


แล้วในส่วนของคณะสงฆ์จังหวัดบุรีรัมย์คิดอย่างไร หลวงพ่อตอบว่า “คิดว่าท่านกำลังเรียนรู้อยู่นะ แต่ในละแวกวัดที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับการที่พระสงฆ์หันมาขับขี่จักรยานกันเพราะเราอยู่ต่างจังหวัดแบบนี้การเดินทางไปธุระต่างๆ มีความลำบาก เวลามีงานประชุมคณะสงฆ์ ประชุมเจ้าอาวาส หรือไปสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนแต่ละครั้งถ้าวัดไหนไม่มีรถยนต์ก็ต้องรบกวนญาติโยมให้ขับรถไปส่งให้ ทุกวัดจึงต้องมีรถยนต์ประจำวัด ๑ คันกับโยมคนขับที่เป็นผู้ชายอีก ๑ คน ทางวัดต้องมีเงินเดือนให้คนขับรถด้วยไม่งั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนไปหาเลี้ยงครอบครัว แล้ววัดต้องมีเงินจ่ายค่าน้ำมันอีก มันก็เสียค่าใช้จ่ายกันเป็นทอดๆ แต่ถ้าเรารณรงค์ให้พระสงฆ์หันมาใช้จักรยานกัน เมื่อนั้นเราไม่ต้องเสียเงินทองมากมายและยังได้ออกกำลังกายให้เหงื่อออกอีกด้วย


อย่างในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาการฟังปาฏิโมกข์เป็นพิธีกรรมที่แต่ละวัดจะสวดและฟังกันเอง แต่คณะสงฆ์ที่ อ.บ้านกรวด มีการฟังร่วมกันเป็นสังฆกรรมใหญ่ซึ่งมีอยู่ ๖๐ วัด ประมาณ ๔๐๐ รูป เราก็ขี่จักรยานไปร่วมสังฆกรรมซึ่งเป็นที่รับรู้ของสงฆ์หมู่ใหญ่ที่นี่ หรือในช่วงสอบนักธรรมตรีที่ผ่านมาเราไปคุมสอบเราก็ขี่จักยานไปพร้อมกับนำป้ายรณรงค์ไปตั้งโชว์ที่สนามสอบถือเป็นการประชาสัมพันธ์ว่าเราขับขี่อย่างเปิดเผย ไม่ได้ขับขี่แบบหลบๆ ซ่อนๆ เวลานี้มีพระสงฆ์ในเครือข่าย พระนักพัฒนาภาคอีสานเครือข่ายพุทธชยันตีเพื่อสังคมที่เป็นเพื่อนสหธรรมิกก็เริ่มหันมาใช้จักรยานที่วัดของท่านเองบ้างแล้วอย่างเช่นพระเพื่อนที่ จ.อุดรธานี และเพื่อนพระที่ จ.นครราชสีมา ท่านก็หันไปริเริ่มการขับขี่จักรยานที่วัดท่านซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี”


         ใช่แล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีทีเดียวที่เรามีพระสงฆ์หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มจำนวนมากขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้นี้พระสงฆ์ในต่างจังหวัดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น นอกจากจะประหยัดพลังงานและทุ่นค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งที่ได้ตามมาคือสุขภาพที่แข็งแรง.


"

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กินเจมีที่มาจากแดนภารตะ ตอน 2 (จบซะที)

พระชาย วรธัมโม เขียน
คมชัดลึก วันพระ เสาร์ 12 ตุลาคม 2556




การที่เราจะกินเนื้อสัตว์ได้โดยไม่บาปมีอยู่ ๒ วิธีคือ ปล่อยให้มันสิ้นอายุขัยไปเองหรือสัตว์นั้นตายโดยอุบัติเหตุ แต่ความจริงก็คือไม่มีใครรอให้สัตว์ตายเองด้วย ๒ วิธีแบบนั้น มีวิธีเดียวที่เราปฏิบัติกันคือจัดการฆ่าทันทีแล้วนำศพมันมาปรุงอาหารซึ่งเป็นการละเมิดศีลข้อปาณาติบาตเรื่องการทำชีวิตผู้อื่นให้ตกร่วง แนวคิดเรื่องการกินเจจึงมีที่มาจากความเมตตากรุณาต่อสัตว์อันเป็นแนวทางของพุทธศาสนาสายมหายาน


กินเจไม่ใช่แค่กินเจเฉยๆ
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาสายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า ‘อุโบสถ’ ของเถรวาท คือการถือศีล ๘ รักษากายวาจาใจให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่การถือศีล ๘ ของมหายานเป็นการกินเจด้วยจึงมีคำเรียกติดปากว่า “ถือศีลกินเจ” ครั้นจะให้คนหันมาถือศีล ๘ กินเจแล้วยังอดอาหารเย็นด้วยคงเป็นไปได้ยาก จึงมีการประยุกต์ใหม่เป็นการเชิญชวนให้คนหันมาหยุดบริโภคเนื้อสัตว์ในเทศกาลกินเจเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น ๙ พระองค์ กำหนดให้มีการกินเจ ๙ วันในเดือน ๙ เรียกว่า ‘เก๊าอ่วงเจ’ ที่โรงเจมีการทำอาหารเจให้ประชาชนได้กินฟรี ๓ มื้อ
คนที่สมาทานกินเจก็ให้นุ่งขาวห่มขาว ๑ วันเพื่อไปไหว้ ‘ฮุดโจ้ว’  

          ฮุดแปลว่าพระ 
          โจ้วแปลว่าปู่ 
          ฮุดโจ้วจึงหมายถึงผู้สำเร็จมรรคผลหลุดพ้นจากสังสารวัฏ  

ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์นั่นเอง ใครไม่ว่างไปไหว้ฮุดโจ้วหรือไม่แต่งชุดขาวก็ไม่ถือเป็นเรื่องเคร่งครัด แต่ที่สำคัญระหว่างกินเจ ๙ วันให้รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์หรือถือศีล ๕ ให้เคร่งครัด นี่คือความหมายของเทศกาลกินเจไม่ใช่แค่กินเจเฉยๆ


เจเกี่ยวข้องกับเต๋า
           ประเพณีการกินเจของชาวจีนนอกจากจะมีที่มาจากพุทธศาสนาสายมหายานแล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากลัทธิเต๋าอีกด้วย เต๋าสอนการดำเนินชีวิตที่สอดรับกับธรรมชาติ ผู้ให้กำเนิดเต๋าคือ เล่าจื๊อ เกิดเมื่อ ๖๑ ปีก่อนพุทธศักราช คัมภีร์ของเต๋ามีชื่อเรียกว่า เต๋าเต็กเก็ง เต๋าแปลว่าทาง เต็กแปลว่าคุณธรรมความดี เก็งแปลว่าพระสูตร รวมความเต๋าเต็กเก็งแปลว่าคัมภีร์แห่งคุณธรรม
           เต๋าคือหลักการดำเนินชีวิตที่ถือเอาธรรมชาติเป็นใหญ่ เต๋าไม่นับถือเทพเจ้า เทพเจ้าใดๆ ไม่อาจมีอิทธิพลกับชีวิตมนุษย์ มนุษย์ควรดำเนินชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาติ คนทำดีหรือเลวธรรมชาติจะให้คุณและโทษเอง การเชื่อในธรรมชาติและเชื่อในกฎแห่งการกระทำทำให้เต๋ามีลักษณะคล้ายพุทธศาสนา มีผู้เปรียบเปรยว่าเล่าจื๊อคือปัจเจกพุทธะ รู้แต่สอนใครไม่ได้ คำสอนเต๋าจึงไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นศาสนาแต่เป็นแค่หลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่มีคำสอนคล้ายพุทธ






สัญลักษณ์ของเต๋าคือหยินหยางบ่งบอกถึงความสมดุล ด้วยแนวคิดที่ถือเอาธรรมชาติและการกระทำเป็นใหญ่ เต๋าจึงมีแนวคิดเรื่องการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ เต๋าสอนเรื่องการกินเจ โรงเจมักมีเครื่องหมายหยินหยางประดับอยู่ ไม่ต้องสงสัยว่าคำสอนของเต๋าได้แทรกซึมอยู่ในโรงเจด้วย ในโรงเจจึงมีทั้งแนวคำสอนของพุทธแบบมหายานและเต๋าผสมกัน


พระเทวทัต การปรากฏแนวคิดงดเนื้อสัตว์ในคัมภีร์เถรวาท
ในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทมีเรื่องราวที่พูดถึงการงดเนื้อสัตว์เช่นกัน เมื่อพระเทวทัตซึ่งเป็นญาติของพระพุทธเจ้าทูลขอให้พระพุทธองค์บัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ใครฉันเป็นอาบัติ แต่พระองค์ปฏิเสธ พระองค์มองว่าการปฏิบัติของภิกษุควรเป็นทางสายกลางมีชีวิตเป็นไปด้วยความเลี้ยงง่าย ชีวิตของภิกษุขึ้นอยู่กับชาวบ้าน ชาวบ้านกินอะไรภิกษุก็ควรฉันเช่นนั้น แล้วตรัสถึงเนื้อที่ภิกษุไม่ควรบริโภคคือเนื้อที่ภิกษุได้เห็นได้ยินว่าเนื้อที่เขานำมาถวายนี้เขาฆ่าเพื่อภิกษุโดยเฉพาะ หรือเพียงแต่สงสัยว่าเนื้อนี้เขาฆ่าเพื่อถวายภิกษุก็ถือว่าเนื้อนี้ห้ามฉัน ส่วนเนื้อที่ภิกษุฉันได้คือเนื้อที่ภิกษุไม่ได้เห็นไม่ได้ยินไม่ได้สงสัยหากอยู่ในเงื่อนไขนี้ถือว่าฉันได้ อีกเหตุผลที่เป็นไปได้ก็คือผู้คนส่วนใหญ่ในชมพูทวีปบริโภคแป้งกับถั่วกันอยู่แล้วพระองค์จึงไม่ทรงกำหนดสิกขาบทข้อนี้ตามข้อเสนอของพระเทวทัต


ลังกาวตารสูตร’ ต้นกำเนิดของมหายานไม่กินเนื้อสัตว์
           คัมภีร์ลังกาวตารสูตรเป็นพระสูตรของพุทธศาสนาสายมหายาน นิกายโยคาจาร คัมภีร์นี้กล่าวกันว่าเป็นรากฐานของพุทธศาสนานิกายเซ็น คัมภีร์นี้มีการรวบรวมขึ้นในช่วง พ.. ๙๐๐-๑๒๐๐ ประกอบไปด้วย ๙ บท บทที่ ๘ เป็นบทที่กล่าวถึงคำตรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าภิกษุไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์ใดๆ เพราะเหตุว่าสังสารวัฏนี้ไม่มีสัตว์ตนใดไม่เคยเป็นญาติกับเรามาก่อน แล้วตรัสถึงโทษของการฉันเนื้อสัตว์ว่าเนื้อสัตว์มีกลิ่นเหม็นทำให้ผู้บริโภคเนื้อสัตว์เป็นที่หวาดระแวงของหมู่สัตว์ เมื่อไปยังที่ใดสัตว์เหล่านั้นจะหวาดกลัววิ่งหนีเพราะประสาทสัมผัสของสัตว์เหล่านั้นได้กลิ่นคาวจากผู้บริโภคเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์เกิดจากน้ำอสุจิและเลือดภิกษุไม่ควรบริโภค ผู้บริโภคเนื้อสัตว์มักนอนหลับไม่สบายมีจิตกระสับกระส่าย ร่างกายก็เป็นที่สะสมของโรคภัยไข้เจ็บ เป็นผู้นำทุกข์มาสู่ตน แล้วตรัสถึงรายชื่ออาหารที่สาวกควรฉัน มี ข้าวสาลี ถั่วราชมาสและถั่วต่างๆ เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำตาล น้ำอ้อย เหล่านี้เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับพระสาวก

           อย่างไรก็ตามคัมภีร์ลังกาวตารสูตรมิได้กล่าวถึงผักต้องห้ามทั้ง ๕ ประเภทและยังอนุญาตผลิตภัณฑ์จากสัตว์เช่น เนยใส น้ำผึ้ง สันนิษฐานว่าการห้ามผลิตภัณฑ์จากสัตว์และผักต้องห้ามทั้ง ๕ น่าจะถูกเพิ่มเข้าไปหลังจากที่พุทธศาสนาได้เข้าสู่ประเทศจีน โดยเข้าไปผสมกับลัทธิเต๋าซึ่งเป็นลัทธิที่เผยแพร่การกินเจอยู่ก่อนหน้าแล้ว ลัทธิเต๋ามีความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติย่อมมีความเชื่อเกี่ยวกับพลังด้านลบของผักต้องห้ามและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ในที่สุดเมื่อพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศจีนจึงรวมการห้ามกินผัก ๕ ประเภทรวมทั้งห้ามผลิตภัณฑ์จากสัตว์เข้าไปด้วยทำให้การงดเนื้อสัตว์ของพุทธศาสนามหายานกลายเป็นการกินเจไปในที่สุด 




 
การกินเจมีจุดเริ่มต้นมาจากแป้งกับถั่วของชาวฮินดูในดินแดนชมพูทวีป ต่อมาพัฒนาเป็นคำสอนเรื่องการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ผ่านคัมภีร์ลังกาวตารสูตรของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แล้วเดินทางข้ามภูเขาเข้าไปในจีนผสมผสานกับลัทธิเต๋าของเล่าจื้อ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการกินเจในที่สุด 
 
เทศกาลกินเจปีนี้ขอให้เรากินเจอย่างเข้าใจที่มาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและความเชื่อซึ่งเดินทางมายาวไกลหลายหมื่นลี้ และอย่าลืมรักษากายวาจาใจของท่านให้บริสุทธิ์.


.

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กินเจมีที่มาจากแดนภารตะ

ตอนที่ 1 จากฮินดูสู่มหายาน
พระชาย วรธัมโม เขียน
คมชัดลึก หน้าวันพระ  ศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2556



             

                 ผู้เขียนเกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวจีน ทุกปีเมื่อเทศกาลกินเจมาถึงเราจะเห็นแม่แยกโต๊ะอาหารออกมากินข้าวต่างหากอีกโต๊ะหนึ่ง เป็นอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ แล้วแม่ก็จะนุ่งขาวไปโรงเจเพื่อไหว้ ฮุดโจ้ว เราไม่รู้อะไรมากไปกว่าความเข้าใจพื้นๆ ว่านั่นคือการกินเจ ๙ วัน เป็นช่วงเวลาจำศีลของชาวจีนที่เคร่งครัด จุดมุ่งหมายเพื่อละเว้นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์โดยหันมาบริโภคผัก เวลานั้นเราไม่คิดว่าการกินเจจะเกี่ยวอะไรกับศาสนาเพราะไม่เห็นมีศาสนาใดระบุไว้แม้แต่พุทธศาสนาก็ตาม เราคิดว่าการกินเจเป็นแนวทางการบำเพ็ญบุญของคนจีนมากกว่า แม่บอกว่าแม่เริ่มกินเจเมื่ออายุ ๕๐ ตอนนี้แม่ ๘๖ แล้ว แม่หันมากินเจเพราะอาเหล่าม่าหรือคุณยายแนะนำให้กิน

                           
                        
          เราเห็นแม่กินเจอยู่อย่างนั้นทุกปีจนเกิดความรู้สึกอยากบำเพ็ญเพียรแบบแม่บ้าง ในช่วงเทศกาลกินเจเราจึงละเว้นเนื้อสัตว์ หันมากินผักแบบเดียวกับแม่ จำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน เพราะร่างกายคุ้นเคยกับอาหารหนักๆ อย่างเนื้อสัตว์ พอหันมากินผักก็ทำให้กระเพาะอาหารย่อยเร็วขึ้น หิวเร็วขึ้น เจออะไรที่เป็นเนื้อสัตว์ก็อยากจะกินมากขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้รู้ว่าการกินเจต้องอาศัยขันติธรรมอย่างสูงและเป็นทุกข์สุดๆ การได้บุญคงมาจากความเพียรตรงนี้

                    
                             คุชราตีถาลี อาหารมังสวิรัติที่ขึ้นชื่อของชาวอินเดีย 
                            ประกอบไปด้วยแป้ง แกงถั่ว ไม่มีเนื้อสัตว์เจือปนปน    

ชาวฮินดูไม่กินเนื้อสัตว์
          เราเคยพบบทความที่พูดถึงพระพุทธเจ้าว่าท่านฉันมังสวิรัติ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะมีเหตุผลสนับสนุนว่าดินแดนที่พระพุทธเจ้าเคยมีชีวิตอยู่คือชมพูทวีปเป็นดินแดนของชาวฮินดู โดยปกติแล้วชาวฮินดูไม่กินเนื้อสัตว์เพราะชาวฮินดูมีคุณธรรมเรื่อง อหิงสาในเมื่อชาวฮินดูไม่กินเนื้อสัตว์อาหารที่ชาวฮินดูถวายนักบวชย่อมไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน หากใครไปอินเดียจะพบว่าอาหารหลักของชาวอินเดียเป็นอาหารประเภทแป้งและถั่ว หากนึกภาพไม่ออกว่าอาหารของชาวอินเดียเป็นอย่างไรขอให้นึกถึงโรตีที่แขกบ้านเราทอดขายตอนเย็นๆ หรือนึกถึงแขกที่เดินขายถั่วคั่วในลังไม้ หรือนึกถึงข้าวทิพย์ที่มีการกวนกันในวันวิสาขบูชาเพื่อระลึกถึงการถวายข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา โรตี ถั่วคั่ว ข้าวทิพย์เป็นตัวอย่างอาหารมังสวิรัติจากแดนภารตะที่เราอาจจะเห็นกันบ่อยแต่ไม่ได้นึกถึงว่ามันคืออาหารมังสวิรัตินั่นเอง

 


ดังนั้น การที่พระพุทธเจ้าฉันมังสวิรัติน่าจะมีเค้าความเป็นจริง ข้อน่าสังเกตคือพระพุทธเจ้าสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านเป็นชาวฮินดูมาก่อนเป็นเครื่องยืนยันว่าพระองค์ไม่น่าจะฉันเนื้อสัตว์
          สมัยนั้นเรายังเป็นวัยรุ่นไม่ได้ศึกษาเรื่องศาสนา เวลานั้นเรายังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าฉันอะไร ไม่รู้ว่าแต่เดิมพระพุทธเจ้าเป็นชาวฮินดู ไม่รู้ว่าชาวฮินดูกินมังสวิรัติ ทั้งไม่เคยคิดว่าการกินเจของชาวจีนจะเกี่ยวอะไรกับการกินมังสวิรัติของชาวฮินดูหรือเกี่ยวอะไรกับพระพุทธเจ้า แต่ทั้งหมดนี้ต่างมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

ข้อแตกต่างระหว่างอาหารเจกับอาหารมังสวิรัติ
อาหารมังสวิรัติคือการงดเนื้อสัตว์ทั่วไป แต่อาหารเจนอกจากจะงดเนื้อสัตว์แล้วยังมีการงดนม เนย ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ทุกประเภท พร้อมด้วยการหลีกเลี่ยงผักที่มีกลิ่นฉุน ๕ ประเภท ได้แก่ หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (กระเทียมโทน) กุยช่าย และใบยาสูบในฐานะเป็นสิ่งเสพติดมึนเมา เพราะถือว่าพืชผักทั้ง ๕ ประเภทบริโภคหรือสูบเข้าไปแล้วมีผลลบกับธาตุในร่างกายและความกำหนัด

การกินเจมีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนามหายาน
          เรามีโอกาสไปเวียดนาม ๒ ครั้ง พุทธศาสนาที่นั่นเป็นนิกายมหายาน เราพบว่าพระสงฆ์มหายานฉันเจเหมือนกับที่ชาวจีนกินเจอันเป็นแนวทางการปฏิบัติเดียวกัน ถึงแม้ในเชิงปฏิบัติจะพบว่าพระสงฆ์เวียดนามบางรูปอาจจะไม่ได้เคร่งครัดนักในเรื่องนม เนย ไข่ แต่ในทางหลักการแล้วคือการกินเจเหมือนกัน เราจึงค่อยๆ เห็นความเชื่อมโยงว่าแท้จริงแล้วเทศกาลกินเจในเมืองไทยมีที่มาจากพุทธศาสนาสายมหายานนี่เอง แม้แต่วัดมหายานในไทยอย่างเช่นวัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ซึ่งเป็นจีนนิกาย พระสงฆ์สามเณรก็ฉันเจกันเป็นปกติ ในช่วงเทศกาลกินเจวัดมหายานสายจีนนิกายในไทยจึงจัดงานเทศกาลกินเจกันอย่างเอิกเกริก รวมทั้งวัดอนัมนิกายซึ่งเป็นมหายานสายเวียดนามก็จัดงานเทศกาลกินเจเช่นกัน การกินเจจึงมีที่มาจากพุทธศาสนาสายมหายาน


                                โรงเจ เซียงเฮงตั้ว  คลอง 7  รังสิต  ปทุมธานี

มีอะไรในโรงเจ
            ตอนที่ชาวจีนอพยพมาอยู่เมืองไทยชาวจีนไม่มีศาสนสถานสำหรับรวมจิตใจ จึงมีการสร้างศาลเจ้าหรือโรงเจขึ้นมาในชุมชนชาวจีนเพื่อให้ชาวจีนมีกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน โรงเจกับศาลเจ้าจึงเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจของคนจีนเหมือนกับที่คนไทยมีวัดเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจนั่นเอง 








                    รูปปั้นเทพเเจ้าในศาลเจ้า จะมีทั้งเทพเจ้าผู้หญิงและเทพเจ้าผู้ชาย
                                     ดูเเล้วหน้าตาน่ารักเหมือนกับตุ๊กตา

ด้วยความสงสัยว่าในโรงเจจะมีอะไรที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนาสายมหายานบ้างหรือไม่ เราจึงเข้าไปสำรวจโรงเจอย่างน้อย ๔ แห่ง คือ โรงเจเชียงเฮงตั้ว โรงเจไต่ฮงกง ศาลเจ้าพ่อกวนอู  จ.ปทุมธานี และโรงเจพุทธธรรม จ.อยุธยา โดยปกติโรงเจจะมีเทพเจ้าจีนให้ชาวจีนได้สักการบูชาซึ่งมีทั้งเทพผู้ชายและเทพผู้หญิง แต่เทพเจ้าในโรงเจจะไม่รับเซ่นไหว้เนื้อสัตว์ จะรับเซ่นไหว้เฉพาะผลไม้และอาหารเจเท่านั้น

 
                                จิตรกรรมฝาผนังในโรงเจไต่ฮงกงมีรูปพระถังซัมจั๋ง
                           ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในตำนานไซอิ๋วของสายมหายาน    

          เราพบว่าโรงเจเชียงเฮงตั้วมีรูปเจ้าแม่กวนอิมให้สักการบูชาด้วย นั่นหมายความว่าโรงเจเผยแผ่คำสอนพุทธศาสนามหายาน ในขณะที่โรงเจไต่ฮงกงเป็นชื่อของพระสงฆ์จีนที่เคยมีชีวิตอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีคุณความดี ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยจึงนำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อโรงเจไว้เป็นที่ระลึกถึงพร้อมกับมีรูปเคารพของท่าน ที่ฝาผนังยังมีภาพวาดพระถังซัมจั๋งอันเป็นพระสงฆ์จีนที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งของสายมหายานในเรื่องการเดินทางไปนำพระไตรปิฎกจากประเทศอินเดียมาประดิษฐานที่ประเทศจีน 

                                                



                                      พระพุทธเจ้าศากยมุนีในโรงเจพุทธธรรม 
             ท่ามกลางเทพเจ้าต่างๆ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการกินเจ


          ศาลเจ้าพ่อกวนอูเป็นทั้งศาลเจ้าและโรงเจ นอกจากจะมีเจ้าพ่อกวนอูแล้วยังมีรูปท่านตั๊กม้อปรมจารย์เซ็นผู้มีชื่อเสียง มีพระพุทธรูปเป็นพระประธาน ในขณะที่โรงเจพุทธธรรมมีพระพุทธรูปศากยมุนีเป็นประธานอยู่ในโรงเจ โรงเจจึงเป็นศาสนสถานที่เผยแพร่คำสอนพุทธศาสนาสายมหายานเรื่องการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และยังเป็นสถานที่สร้างแรงจูงใจให้ชาวจีนหันมาปฏิบัติธรรมด้วยการกินเจ 

แม้เมืองไทยจะเป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท มีวัดมหายานอยู่เพียงน้อยนิดแต่เรียกได้ว่าโรงเจที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศกำลังทำหน้าที่เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมพุทธศาสนาแบบมหายานก็ว่าได้.

(อ่านตอนจบวันพระหน้า)


.

.

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

Boundary พรมแดนที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า



คมชัดลึก  วันพระ พุธ 4 กันยายน 2556
พระชาย วรธัมโม เขียน

เป็นไปได้ไหมที่จะมีใครสักคนในชีวิตต้องพบเจอกับสถานการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองถึงสามเหตุการณ์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์ทั้งสามนั้นคือ ๑) ความไม่สงบในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒) การชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และ ๓) การปะทะกันที่เขตชายแดนไทยกัมพูชาด้วยเหตุเขาพระวิหารในปี พ.ศ. ๒๕๕๔  แล้วก็มีคนที่ประสบกับเหตุการณ์ทั้งสามจริงๆ จุดประกายให้ นนทวัฒน์ นำเบญจพล อยากทำหนังสารคดีที่รวมความขัดแย้งทั้งสามเหตุการณ์ให้อยู่ในเรื่องเดียวกัน ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (Boundary) หนังสารคดีความยาว ๑ ชั่วโมง ๓๕ นาทีคือหนังเรื่องนั้น 






อ๊อด เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง เขาคืออดีตพลทหารชาวศรีษะเกษที่ต้องผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศทั้งสามเหตุการณ์ อ๊อดเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่าหลังจากจบ ป.๖ เขาก็ไปบวชเป็นสามเณรอยู่ ๔ ปีเพื่ออาศัยการบวชเป็นหนทางในการศึกษา เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๑ เขาเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารเกณฑ์ เขาจับได้ใบแดงจึงเป็นทหารอยู่ ๒ ปี ช่วงแรกเขาถูกส่งตัวไปประจำการที่จังหวัดสระแก้ว ระหว่างนั้นในกองร้อยมีการเปิดรับสมัครพลทหารอาสาไปประจำการในเขต ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงวันหยุดเขาจึงลากลับไปบ้านที่ศรีษะเกษขออนุญาตพ่อแม่เสนอตัวไปเป็นพลทหารอาสาเพื่อไปประจำการที่ภาคใต้ พ่อบอกว่าแล้วแต่เขา ส่วนแม่สนับสนุนเขาด้วยคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเขาควรไปดูโลกข้างนอกว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ไปเผชิญกับความไม่สงบลำดับที่ ๑

อ๊อดถูกส่งตัวไปประจำการที่เขตตำบลโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส ที่นั่นเขาได้สัมผัสความขัดแย้งของสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างฝ่าย แนวร่วมกับฝ่ายรัฐบาลหนังแทนภาพด้วยการสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ให้ความรู้สึกราวกับว่าน้ำที่สาดเข้าหากล้องคือห่ากระสุนที่พยายามพุ่งเข้าหาคนดู




หลังจากประจำการอยู่ที่นั่นได้ ๘ เดือนเขาก็ถูกส่งตัวกลับ ต่อมาในเดือนเมษายนปี ๒๕๕๓ เขาถูกส่งตัวไปสลายการชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวอันเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบลำดับที่ ๒ ที่เข้ามาในชีวิต และหลังจากปลดจากทหารเขาเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ศรีษะเกษในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๔ ที่นั่นเขาต้องพบกับความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเนื่องมาจากกรณีเขาพระวิหารเป็นการต้อนรับการกลับบ้านเกิดของเขาพร้อมกับเป็นการส่งท้ายการเผชิญความไม่สงบลำดับที่ ๓ ในชีวิต

ความน่าสนใจของหนังอยู่ที่การผูกเรื่องให้ ๓ สถานการณ์ความขัดแย้งมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แม้ว่า ๓ เหตุการณ์จะมีความขัดแย้งที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่ทั้งสามเหตุการณ์ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกันตรงที่การแบ่งแยกเป็นเราเป็นเขา เมื่อไรก็ตามที่เราต่างมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเสียแล้ว เมื่อนั้นทั้งเราและเขาต่างก็เริ่มกลายเป็นอื่น แม้ว่าโดยพื้นฐานเราจะมีมือ มีเท้า มีศีรษะเหมือนกัน เป็นคนเอเชียเหมือนกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เตือนสติให้ตระหนักรู้เลยว่าเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน



อ๊อดเผยความรู้สึกตอนเป็นทหารที่ต้องไปเผชิญกับชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวว่าเขาไม่อยากลงมือกระทำเลยเพราะเขารู้ดีกว่าชาวเสื้อแดงที่มาชุมนุมไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนอีสานบ้านเดียวกันนั่นเองแต่เขาต้องทำไปตามหน้าที่ที่ถูกสั่งการมาอีกที เขาเล่าให้ฟังว่าเช้าวันนั้นเขาอยู่ในชุดนอกเครื่องแบบ เขากับเพื่อนทหารคนอื่นๆ ต้องไล่ฝูงชนจากแยกคอกวัวไปที่บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้า หากมีการยิงไปที่ประชาชนจริงๆ คงมีคนตายไม่น้อยและเขาคงต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน หนังแทนภาพด้วยคนเอามือตะปบจิ้งหรีดและกบเป็นภาพที่สื่อความรู้สึกได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาพเหตุการณ์จริง 

หนังค่อยๆ พาเราไปสำรวจความขัดแย้งระหว่างไทยกับพูชาซึ่งเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ มีตัวหนังสือขึ้นที่หน้าจอบอกเล่าที่มาที่ไปกรณีเขาพระวิหารว่า

เขาพระวิหารเกิดเป็นกรณีขึ้นในช่วงปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๒ ในปี ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ข้อพิพาทกรณีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารถือเป็นอันสิ้นสุดลง
 
          อีก ๔๕ ปีต่อมา (๒๕๕๐) รัฐบาลกัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ปัญหาปราสาทพระวิหารหันกลับมาสู่ความสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง แต่การหวนคืนของปัญหาพระวิหารครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นปัญหา เพราะเป็นการเมืองหลังการยึดอำนาจในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในช่วงเวลาที่ประชาชนคนไทยแบ่งฝ่ายเหลืองแดงกันอย่างชัดเจน
          ปีถัดมา วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา และผู้แทนยูเนสโกได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ฝ่ายเสื้อเหลืองยกประเด็นการเสียดินแดนของรัฐบาลขึ้นมาประท้วง ทำให้กรณีเขาพระวิหารเป็นวิกฤติการเมือง จนกระทั่งรัฐบาลไทยเปลี่ยนขั้วหันมาคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เหตุการณ์บานปลายเกิดการสู้รบขึ้นบริเวณแนวตะเข็บชายแดนของประเทศทั้งสอง

          มีการยิงกันที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารกัมพูชาเสียชีวิต ๖ นาย ส่วนทหารไทยปลอดภัย ในขณะที่ชาวบ้านจำนวน ๑๘,๖๒๗ คน ต้องอพยพหนีออกจากหมู่บ้านมาอยู่รวมกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย  หนังพาเราไปสำรวจหมู่บ้านที่ปราศจากผู้คน โรงเรียนถูกระเบิดเสียหาย กระจกหน้าต่างแตกละเอียด โต๊ะเก้าอี้กลายเป็นเศษเหล็ก ห้องเรียนต้องซ่อมแซมใหม่หมด บางคนบ้านถูกระเบิดไฟไหม้จนไม่เหลืออะไรเลย ในขณะที่บางคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คราบน้ำตา ความโศกเศร้าของคนที่ยังอยู่ แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ชาวนาเผาหญ้าแห้งในนาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ บางคนเริ่มไถนาในขณะที่บางคนเริ่มหว่านเมล็ด แต่ละภาพแต่ละเฟรมในหนังมีความหมายเราไม่อาจมองผ่านไปเฉยๆ 




        


           ปฏิจจสมุปบาทของเหตุการณ์ในหนังสารคดีเรื่องนี้เริ่มต้นที่การแตกแยกเป็นเหลืองแดงอย่างชัดเจนของคนไทยด้วยกัน นำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองเพื่อแสดงพลังว่าไม่มีใครยอมใคร ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็อยู่ในภาวะสุกงอมด้วยรอยร้าวพร้อมจะระเบิดได้ทันทีที่มีใครไปแตะเพียงนิดเดียว การชุมนุมของชาวเสื้อเหลืองเพื่อกดดันรัฐบาลกรณีการสูญเสียพื้นที่ทับซ้อนให้กับกัมพูชากลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบที่เขตชายแดนไทยเขมรไม่ต่างกับโดมิโน่ที่ค่อยๆ ล้มทับกันระเนระนาดไปจนตัวสุดท้ายนั่นคือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวเขตตะเข็บชายแดนฝั่งไทยต้องได้รับเคราะห์กรรมจากโดมิโน่ตัวแรกคือการแตกออกเป็นสองฝ่ายของคนไทยด้วยกัน ยังผลให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาตามแนวชายแดนเกิดรอยร้าว ชาวเสื้อเหลืองอาจจะไม่ได้ผิดอะไรที่ออกมากดดันรัฐบาลแต่การเข้าไปอยู่ในเหตุปัจจัยที่สภาวการณ์พร้อมจะระเบิดจึงกลายเป็นชนวนเชื่อมโยงให้ความไม่สงบเกิดต่อเนื่องกันไปเป็นปฏิจจสมุปบาท

          หนังเรื่องนี้กำลังตั้งคำถามที่สำคัญว่าผลลัพธ์จากความขัดแย้งที่เราเห็นในภาพยนตร์ที่ให้ผลเป็นความรุนแรงส่งต่อกันเป็นลูกโซ่คล้ายโดมิโน่ล้มทับกันเป็นทอดๆ จากศูนย์กลางกรุงเทพฯ ไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วกระเด็นกระดอนไปยังชาวอีสานที่อยู่ตามแนวชายแดนน่าจะสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยมีสติมากขึ้นว่า จากนี้ไปเราจะอยู่กันอย่างไรภายใต้ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เพื่อที่เราจะได้ไม่มีใครต้องได้รับบาดเจ็บเสียหายล้มตายจากความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันเช่นนี้อีก เราจะอยู่กันอย่างไรโดยไม่เปิดโอกาสให้ความคิดเห็นที่แตกต่างต้องแปรสภาพเป็นชนวนระเบิดทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองให้เกิดการบาดเจ็บในแบบที่เราต่างก็ได้รับบทเรียนมาแล้วอย่างถ้วนหน้า          

     
          บางทีคำตอบน่าจะอยู่ที่ชื่อหนัง Boundary ซึ่งหมายถึง พรมแดน เรามีพรหมแดนชื่อ อคติ ที่คอยขวางกั้นไม่ให้เราเกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้กับใครสักคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนเสื้อแดงในฐานะที่เราเป็นคนเสื้อเหลือง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนเสื้อเหลืองในฐานะที่เราเป็นคนเสื้อแดง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจชาวมุสลิมในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนกัมพูชาในฐานะที่เราเป็นคนไทย พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาของคนยากจนต่างจังหวัดในฐานะที่เราเป็นชนชั้นกลางอาศัยอยู่ในเมือง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศในฐานะที่เราเป็นคนกระแสหลัก พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจวัยรุ่นในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนกลุ่มน้อยในฐานะที่เราเป็นคนกลุ่มใหญ่ และเรายังมีพรมแดนภายในอีกมากมายหลายอย่าง 

          อันเป็นพรมแดนที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า...



"