วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

พระแต่งหญิง ‘นาตาลีร้อยหน้า’ นรก สวรรค์ นิพพาน จะเลือกทางไหน ?



พระชาย วรธัมโม  
 คมชัดลึก 
วันพระ (จันทร์)  28 เมษายน 2557





          หลังสงกรานต์ที่ผ่านมามีข่าวคาว ๆ เกี่ยวกับพระสงฆ์ให้พุทธศาสนิกชนได้ทดสอบสติปัญญากันอีกแล้ว คราวนี้เกิดขึ้นกับสถาบันการศึกษาที่ผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่พอดี แต่จะพูดว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาที่ผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่ก็ไม่เชิงนักเพราะเอาเข้าจริง ๆ บุคคลที่เป็นข่าวก็ไม่ได้ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาที่ถูกพาดพิงถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องของบุคคลสองคนขัดแย้งกันเองโดยมีการนำเอาชื่อสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เลยกลายเป็นข่าวที่ถูกเขียนให้เข้าใจผิดกันไปอย่างขาดความรับผิดชอบไปเสีย

            เรื่องของเรื่องก็คือมีการนำเสนอข่าวว่ามีพระสงฆ์แต่งหญิงออกเที่ยวกลางคืน เธอคนนั้นมีฉายา “นาตาลีร้อยหน้า” ในข่าวรายงานว่าเธอนัดพบชายหนุ่มซึ่งอาจมีสัมพันธ์ทางเพศกัน โดยเนื้อข่าวระบุว่านาตาลีเป็นพระนิสิตในสังกัดมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อดัง มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีเพียงสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มวก) พอข่าวแพร่ออกไปคนก็สงสัยกันไปต่าง ๆ นานาว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนกันแน่ จนในที่สุดข่าวก็ออกมาว่าพระแต่งหญิงเป็นพระนิสิตในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บอกรายละเอียดว่าเธอศึกษาอยู่ชั้นปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ พักอยู่ในหอพักนิสิต กลางคืนมีรถมารับออกไปเที่ยว ทำไปทำมาก็บอกว่ากำลังจะรับปริญญาเร็ว ๆ นี้ และยังมีการเปิดเผยว่าพระแต่งหญิงท่านนี้สังกัดอยู่ในวัดดังวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ พร้อมกับเปิดเผยชื่อวัดด้วย

            ในทีสุดเรื่องก็ไปพัวพันกับพระครูท่านหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่หอพักใน มจร. ผู้เขียนได้สอบถามไปยังพระสุกิจจ์ สุจิณโน นายกองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านศึกษาอยู่ในคณะสังคมศาสตร์เช่นกัน ท่านให้ข้อมูลว่า “นาตาลี” ไมได้ศึกษาอยู่คณะสังคมศาสตร์ และไม่ได้เป็นพระนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแต่อย่างใด ความผิดพลาดเกิดจากพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณผู้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จิตอาสาในหอพักนิสิต มจร. ปล่อยข่าวว่านาตาลีเป็นนิสิต มจร. คณะสังคมศาสตร์ ดึก ๆ ก็แต่งหญิงออกไปเที่ยว และกำลังจะรับปริญญา จนทำให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกัน ต่อมาพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณได้เขียนข้อความขอโทษที่หน้าเฟซบุ๊คของตนเองที่ปล่อยข่าวสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับสถาบัน พร้อมทั้งขอขมาต่อพระเถรานุเถระทั้งหลาย ท่านสุกิจจ์ได้เล่าว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้พระครูท่านดังกล่าวก็หายไปจาก มจร.ทันที

            เมื่อตามข่าวต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้ทราบว่าเบื้องหลังระหว่างพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณกับพระที่ถูกอ้างว่าแต่งหญิงมีการผิดใจกัน เพราะมีการนำข้อความพูดคุยกันในลักษณะการต่อรองในเรื่องบางอย่างคล้าย ๆ จะเกี่ยวกับเรื่องเพศซึ่งอ้างว่าเป็นของพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณออกมาแฉในข่าว จึงเดาว่าบุคคลทั้งสองน่าจะมีเรื่องผิดใจกัน ต่างฝ่ายจึงนำความลับของกันและกันมาเผยในสื่อ สื่อก็มีหน้าที่ทำเรื่องให้บานปลายออกไป โดยพระครูก็ดึงชื่อสถาบัน มจร. เข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่นาตาลีก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ มจร. อย่างที่กล่าวไปแล้ว  จริง ๆ แล้วบุคคลทั้งสองเมื่อมีความขัดแย้งกันควรหาข้อยุติให้เรียบร้อย ไม่ใช่เอาความผิดของฝ่ายตรงข้ามมาเปิดเผยในสื่อ ซึ่งในที่สุดเรื่องของคนสองคนได้กลายเป็นอาหารอันโอชะของสื่อเสียเอง งานนี้บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ พุทธศาสนิกชน, คนเสพข่าว, สถาบันการศึกษา ส่วนคนที่พร้อมจะรังเกียจตุ๊ดกะเทยอยู่แล้วก็รังเกียจตุ๊ดกะเทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต่างตกเป็นเหยื่อของการเสพข่าวหมดเลย

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกท่านว่าเวลาที่ท่านกับคู่กรณีมีความขัดแย้งหรือผิดใจกันควรหาทางยุติให้เรียบร้อยแทนที่จะใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะในที่สุดสื่อไม่ได้ทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นแต่สื่อได้ย้อนกลับมาทำลายตัวท่านและบุคคลอีกหลายฝ่ายเลยทีเดียว ผู้ที่ได้กำไรจากการนี้เห็นจะเป็นสื่อเท่านั้นที่ได้เร็ทติ้งจากการขายข่าวอันโอชะ

            และหากติดตามข่าวให้ดีก็จะพบว่าข่าวพระแต่งหญิงนี้ยังไม่นิ่ง ล่าสุดมีรายงานว่านาตาลียังเป็นพระ ซึ่งกระแสข่าวก่อนหน้านี้บอกว่าเธอสึกไปแล้ว กว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่เชื่อว่าข่าวยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดในรูปการณ์ใด หรือผลสุดท้ายเรื่องนี้จะสรุปออกมาในแนวไหน

ข้อสังเกตประการหนึ่งจากข่าวทำนองนี้ก็คือการนำเสนอข่าวจะมีลักษณะเป็น "ซีรี่ส์" (Series) เป็นตอน ๆ มีความยืดเยื้อน่าติดตามคล้ายละครโทรทัศน์ คนที่ติดตามก็จะเหมือนได้เสพกัญชาคือรู้สึกเมามันมีความสุขไปกับการเสพข่าวและรู้สึกอยากติดตามตอนต่อไปเรื่อย ๆ สื่อจะไม่มาสนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวคาว ๆ ทำนองนี้ สังคมจะเสียหายอย่างไรสื่อไม่สนใจ เพราะนี่ถือเป็นรายได้อันโอชะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนดัง, คนมีชื่อเสียง, คนที่อยู่ในสถาบันต่าง ๆ ราคาข่าวจะยิ่งเพิ่มยอดให้กับคนทำข่าวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันศาสนาถือว่าช่วยเรื่องเร็ทติ้งได้มาก น่าจะเรียกได้ว่าคนทำข่าวทำนองนี้เป็นหนี้บุญคุณพระศาสนาก็น่าจะได้ เพราะข่าวศาสนาทำให้ท่านมีรายได้เลี้ยงครอบครัวทำให้ท่านมีอยู่มีกิน หากไร้ข่าวด้านลบเกี่ยวกับศาสนาแล้วท่านอาจจะดำเนินชีวิตเลี้ยงครอบครัวด้วยความยากลำบากก็เป็นได้

สำหรับคนที่ติดตามข่าวเมื่อรู้สึกว่าตัวละครในข่าวไม่ได้เป็นคนดีตามที่ตนคาดหวังก็จะรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ ตามด้วยการโพสข้อความด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย แน่นอนว่ายิ่งมีการโพสข้อความวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก็ยิ่งโหมกระพืออุณหภูมิของข่าวให้ร้อนมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีการแชร์ มีการกดไลค์ก็ยิ่งเพิ่มความฮ็อทของข่าวให้เร่าร้อนเป็นทวีคูณ การทำงานสื่อจึงเป็นเรื่องของการแข่งขัน สื่อไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าว ขอให้มีเร็ทติ้งพุ่งกระฉูดเท่านั้นเป็นพอ

ในฐานะผู้เสพข่าว หลักธรรมเรื่อง “โยนิโสมนสิการ” การคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง และหลักธรรมเรื่อง “กาลามสูตร” การคิดพิจารณาอย่างแยบคายก่อนจะเชื่อมีความสำคัญไม่น้อยสำหรับการเสพข่าวทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และการเสพข่าวสารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ หากเรามีหลักธรรมสองข้อนี้เชื่อว่าเราจะอ่านข่าวทำนองนี้ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เราจะเห็นกระบวนการทำงานที่เป็นมิจฉาทิฏฐิของคนทำข่าว ได้เห็นมายาคติในการนำเสนอข่าว ได้เห็นภาวะจิตของคนที่ตกอยู่ในข่าวว่าบางครั้งพวกเขาก็ทำผิดพลาดตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของ โลภะ โทสะ โมหะ ไม่สามารถหลุดพ้นหรือเอาชนะมารทั้งสามนี้ไปได้  ถ้าพวกเขามีสติปัญญาในการใช้ชีวิตก็คงไม่ตกเป็นเหยื่อในข่าวหรือกลายเป็นผู้เสียชื่อเสียง หรือถ้าพวกเขามีความขัดแย้งกันแต่มีสติปัญญาก็จะสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างถูกต้อง

รวมทั้งได้เห็นภาวะจิตของเราเองว่าเรารู้สึกโกรธและไม่สบายใจเมื่อได้อ่านข่าวทำนองนี้ ในที่สุดเราก็ควรมี “สติ” ตามดูความรู้สึกตัวเองไปด้วย พร้อมกับเพียรระมัดระวังไม่ให้ตกไปอยู่ใต้รากเหง้าของอกุศลมูลที่มีชื่อว่า “โทสะ” และ “โมหะ” เมื่อพิจารณาตนเองอย่างลึกซึ้งเช่นนี้เราจะสามารถเท่าทันกับความรู้สึกของตนเอง เรียนรู้จากผู้ที่ผิดพลาดว่าเราไม่ควรตกอยู่ในภาวะขาดสติเช่นนั้น อ่านข่าวที่ขาดสติแล้วเราก็ไม่ควรกลายเป็นคนขาดสติร่วมไปด้วย จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอข่าวของสื่อที่พยายามเล่นกับกิเลสของเรา หรือไม่ตกเป็นเหยื่อของการกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นความหายนะของคนอื่นจากการทำงานของสื่อ

ในข่าวเพียงหนึ่งข่าวเราอาจจะลงนรก ขึ้นสวรรค์ หรือไปนิพพานก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกทางไหน.
 


วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มาฆบูชา เมื่อความรักผ่านพ้น




พระชาย วรธัมโม / เขียน
คมชัดลึก ศุกร์ 14 กุมภาพันธ์ 2557
Email :  shine6819 [@] gmail.com














            ปลายปีที่แล้ววันคริสต์มาสตรงกับวันพระ มาปีนี้วันวาเลนไทน์ตรงกับวันมาฆบูชา การที่วันสำคัญทางศาสนาของคริสต์และพุทธมาตรงกันเหมือนกำลังบ่งบอกว่าแท้จริงแล้วศาสนาล้วนเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันแห่งความรักตรงกับมาฆบูชาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

            เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึงเรามักจะมุ่งไปที่ภาพการผลิบานของความรักระหว่างคนสองคน ความหวานฉ่ำของความรัก ความรู้สึกอบอุ่นไปกับความรัก วัยรุ่นมีการซื้อสติ๊กเกอร์รูปหัวใจสีแดงเอามาแปะที่เสื้อให้ดูเก๋ไก๋ ใครมีสติ๊กเกอร์รูปหัวใจหลายดวงแปะบนเสื้อแสดงว่าคนนั้นป๊อปปูล่าร์มาก

            สำหรับพุทธแล้วเรามองว่าทุกสิ่งอย่างมีการเริ่มต้น ตั้งอยู่ และสูญสลาย ในเทศกาลแห่งความรักเรามักมองเห็นแต่ด้านผลิบานของความรัก ความสวยงาม ความสดใส แต่เรามักลืมไปว่าความรักก็มีวันสิ้นสุด

            โดยทั่วไปคนหนุ่มสาวไม่ว่าจะรักเพศเดียวกันหรือรักต่างเพศ ต่างค้นหารักแท้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ผู้เขียนมองต่างมุมว่าแท้จริงแล้วรักแท้ที่เราเฝ้าค้นหากันนั้นเป็นเพียงอุดมการณ์ที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมาเอง
 
            เราสร้างอุดมการณ์ความรักขึ้นมาด้วยการเฝ้ารอคนอีกคนหนึ่งให้มารักเรา มาปรนเปรอตัวตนของเราให้พองฟู ให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่าเพราะมีคนมารัก จนบางครั้งเราทุ่มเทให้กับความรักมากจนเกินไป ยึดติดกับคนที่มารักเรามากจนเกินพอดี มากเสียจนคนที่มารักเราขาดความเป็นตัวของตัวเองเพราะเขาถูกคาดหวังให้เป็นไปในแบบที่เราต้องการ คนที่มารักเราจึงขาดอิสรภาพเพราะเขาถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน วันหยุดต้องไปเดทกัน ต้องรักเราเอาใจใส่เรา ห้ามหันไปมองคนอื่น ความรักแบบนี้จึงไม่ใช่ความรักแต่เป็นความเห็นแก่ตัว อยากให้ตัวเรามีคนมารัก มีคนมาเอาใจใส่ มาพะเน้าพะนอ ในที่สุดตัวตนของเราก็พองฟู แท้จริงแล้วเราไม่ได้รักคนที่มารักเราแต่เรารักตัวเราเองมากกว่า ยามใดคนที่เรารักไมได้ทำให้สิ่งที่เราพึงพอใจเราก็จะรู้สึกโกรธ รู้สึกผิดหวัง ตัวตนของเราก็แทบจะมอดไหม้ไปกับโทสะที่เผารน นำไปสู่การอาฆาตจองเวรคนที่เราเคยรัก





            ดังนั้นรักแท้จึงไม่ได้มีอยู่จริงเพราะเป็นอุดมการณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสองคนจะรักกันจริงจัง ทุกวันเวลาไม่ได้ทำอะไรมีแต่ความรักความคิดถึงที่ส่งให้กันตลอดเวลา แท้จริงแล้วความรักมีวันจืดจางลงไปตามกาลเวลาเหมือนสำนวนที่ว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” เริ่มแรกของความรักความสัมพันธ์ย่อมอร่อยเหมือนข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ ปลาก็มีรสชาติหวานมัน แต่หากกินแต่ข้าวมื้อเดิมกับข้าวเดิม ๆ ทุก ๆ วันก็ย่อมมีวันเบื่อหน่ายกันไป  ในที่สุด “ข้าวก็ไม่ได้ใหม่ปลาก็ไม่ได้มัน” อีกต่อไป เป็นไปไม่ได้ที่ความรักจะสดใหม่ตลอดเวลา และเป็นไปไม่ได้ที่ความรักจะไม่มีความขัดแย้งเข้ามาแทรก  อย่างไรเสียในความสัมพันธ์ก็ต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ความสัมพันธ์นั้นจะแก้ไขความขัดแย้งกันด้วยวิธีใด

            บางทีรักแท้อาจจะมีอยู่จริงก็ได้ในแบบที่คนสองคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นต่างหาทางปรับตัวเข้าหากัน แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าคู่รักก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้กันทุกคู่ รักแท้จึงใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ เราทราบกันดีว่าคู่รักแต่ละคู่กว่าจะผ่านความยาวนานของความสัมพันธ์กันมาจากสิบปีเป็นยี่สิบปี จนกระทั่งกลายมาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากแก่ชราลงไปต้องใช้ความอดทนและผ่านการให้อภัยกันมามากมายเพียงใด รักแท้จึงไม่มี มีแต่รักที่อดทน





            กับความรักอีกรูปแบบหนึ่งคือ “รักแท้แค่ชั่วคราว” ตอนที่รักกันอาจจะตั้งความหวังไว้ว่าเราจะรักกันตราบนานเท่านาน ความรักของเราจะไม่มีวันสิ้นสุดเป็นรักแท้ยั่งยืนตลอดกาล แต่เมื่อเหตุปัจจัยมาถึงรักแท้นั้นก็ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม นั่นอาจเป็นรักแท้ก็ได้แต่เป็นรักแท้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มายความว่าให้เราสูญสิ้นศรัทธาไปกับความรัก เพราะการมองความรักว่ามีวันสิ้นสุดเป็นเรื่องของความไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาทในความรักเราก็จะมองความรักอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ไม่คาดหวังในความรักมากจนเกินไป ไม่เพ้อเจ้อปรุงแต่งไปกับความรักมากจนเกินพอดี แต่พร้อมจะรับมือกับความไม่เที่ยงของความรักที่จะแปรผันเข้ามา

            มีหลายคนทีเดียวที่ไม่อาจยอมรับได้เมื่อความไม่เที่ยงของความรักปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าต่อตา บางคนไม่อาจทนทานมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไปจนต้องยอมตายไปกับความรักที่สูญสิ้น ในขณะที่ความรักที่จบลงโดยไม่มีห่วงให้ต้องรับผิดชอบก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเท่ากับความรักที่จบลงแต่มีห่วงให้ต้องรับผิดชอบต่อกัน นั่นก็คือลูกที่เกิดมา คู่รักบางคู่สามารถจัดการได้ดีกับความรักที่จบลงแม้จะมีลูกด้วยกัน แต่บางคู่ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรกับสถานะใหม่ในแบบที่ครอบครัวไม่สามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้อีก 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนได้ให้คำปรึกษาชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชีวิตครอบครัวของเขาได้จบลงแล้วแต่เขายังไม่จบ เขาไม่สามารถรับได้กับสภาพการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบัน เมื่อสมัยเริ่มต้นชีวิตคู่ก็ราบรื่นดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปความขัดแย้งก็เริ่มปรากฏ สองคนต่างใช้ความรุนแรงเข้าหากัน ไม่เคยมีการปรับความเข้าใจกัน จนในที่สุดเขาและเธอก็ต้องยุติความสัมพันธ์ลงโดยฝ่ายหญิงเป็นผู้ดูแลลูก



กาลเวลาผ่านไปเขามีอายุมากขึ้น เขาเริ่มมองไปข้างหน้าถึงปัจฉิมวัยที่กำลังจะมาเยือน เขาอยากมีภาพครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาในความหมายของพ่อแม่ลูก แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธ ผู้เขียนจึงให้สติกับชายผู้นั้นไปว่าบางครั้งเราก็ต้องยอมรับความจริงของชีวิตว่าเราไม่สามารถเรียกความสัมพันธ์นั้นกลับคืนมาได้อีก เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันมีแต่การสร้างความเจ็บปวดให้กันและกัน สร้างเวรสร้างกรรมให้กันและกัน ถ้าเรายังยืนยันที่จะอยู่ด้วยกันทั้ง ๆ ที่ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธแม้ว่าจะมีลูกด้วยกันมาก็ตาม การกลับมาอยู่ด้วยกันก็รังแต่จะเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด การเดินคนละเส้นทางในเวลานี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ถึงแม้จะเคยเป็นคู่สามีภริยากันมา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งความเป็นสามีภริยาได้สิ้นสุดลงไปก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นพ่อแม่จะยุติลงไปด้วย คุณและเธอก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกแม้จะไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ไม่ได้มีคำว่าครอบครัวแล้ว แต่บทบาทความเป็นพ่อแม่ก็มิได้ยุติลงไป สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้ในเวลานี้ก็คือการดูแลลูกอยู่ห่าง ๆ การช่วยเหลือสนับสนุนเขาในด้านทรัพย์และวัตถุเท่าที่คุณจะสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเหมือนครั้งอดีตก็ได้ 

ในที่สุดชายคนนั้นก็เข้าใจสถานะที่เขากำลังยืนอยู่มากขึ้น ยอมรับมันได้มากขึ้นเพราะที่ผ่านมาเขามีภาพครอบครัวในฝันที่คาดหวังจึงสับสนไปกับสถานะปัจจุบันที่เป็นอยู่

ในท่ามกลางเทศกาลการเฉลิมฉลองความรักแห่งเดือนกุมภาพันธ์ หนุ่มสาวและวัยรุ่นทั้งหลายทั้งที่กำลังค้นหาความรักมองหาความรักและที่กำลังมีความรัก อย่าลืมมองลึกลงไปให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความรักที่มีอยู่จริง นั่นก็คือด้านที่ความรักต้องดับมอดลงไปตามกาลเวลาและด้วยเหตุปัจจัย เราจะได้ไม่เผลอสติหลงทางไปกับความรักที่ผันแปรหมุนเวียนเปลี่นผันไปในสังสารวัฏแห่งนี้. 

....
           

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Countdown นับถอยหลัง สิ่งที่คุณทำไว้

พระชาย วรธัมโม
คมชัดลึก 25 ธันวาคม 2556



          Countdown เป็นหนังที่เข้าฉายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพื่อต้อนรับเทศกาลเคาท์ดาวน์นับถอยหลังจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่ หนังเรื่องนี้มีการนำเอาคำสอนเรื่องการสารภาพบาปของคริสเตียนมาใส่ไว้ในหนังได้อย่างน่าสนใจ  แจ็ค แพม บี สามวัยรุ่นไทยใช้ชีวิตเป็นนักเรียนนอกในนิวยอร์คแชร์ห้องอยู่ด้วยกันเกิดอยากจะหาอะไรทำสนุกๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่าด้วยการนัดซื้อยาทางโทรศัพท์กับพ่อค้ายาชื่อ เฮซุส โดยเฮซุสจะนำยามาส่งให้ถึงห้อง แต่เรื่องสนุกก็กลับกลายเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทเมื่อพ่อค้ายากลับกลายเป็นฆาตกรโรคจิตที่พยายามฆ่าวัยรุ่นเคราะห์ร้ายทั้งสามในคืน Countdown เหตุการณ์นี้จะทำให้ชีวิตของเด็กทั้งสามคนเปลี่ยนไปตลอดกาล

          ความสยองขวัญเริ่มต้นหลังจากที่เฮซุสยื่นกัญชาให้ทั้งสามคนเสพจนเมาได้ที่ จากนั้นเฮซุสก็เริ่มบังคับให้วัยรุ่นทั้งสามคนสารภาพบาปที่แต่ละคนเคยทำไว้เพื่อชำระดวงวิญญาณให้สะอาดก่อนเดินทางไปสู่สวรรค์ด้วยการยิงศีรษะทีละคน



            แจ็คสารภาพว่าเขาโกหกพ่อว่าเขาเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแต่แท้ที่จริงคือเขาทำตัวสนุกไปวันๆ ส่วนแพมสารภาพว่าเธอเอาเงินที่แม่ส่งมาให้เรียนหนังสือไปช็อปปิ้งจนหมดแล้วยังขโมยเงินเพื่อนไปใช้อีกต่างหาก ทั้งแจ็คและแพมยังต้องสารภาพต่อหน้าบีว่าทั้งสองแอบมีอะไรกันทั้งๆ ที่แจ็คเป็นแฟนกับบี ในขณะที่บาปของบีคือการขับรถชนรถยนต์คันหนึ่งตายยกครอบครัว เธอจึงต้องหนีมาอยู่เมืองนอกแล้วปล่อยให้พ่อซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีอำนาจจัดการหาแพะรับบาปให้





ถ้ามองในแง่คำสอนของพุทธก็คือวัยรุ่นทั้งสามคนกำลังทำผิดศีล ๔ ข้อ คือ ฆ่าคนตาย, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ โดยมีการเสพกัญชาเป็นการผิดศีลข้อสุดท้ายครบ ๕ ข้อพอดี เมื่อวัยรุ่นทั้งสามสารภาพบาปเสร็จเฮซุสก็จัดการส่งวิญญาณไปสวรรค์ทีละคนด้วยลูกปืน เหลือบีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต



            รุ่งขึ้นวันปีใหม่ ๑ มกราคม หนุ่มสาวทั้งสามตื่นขึ้นมาพบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ แค่เนื้อตัวร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียวสะบักสบอมเท่านั้นเอง พวกเขาต่างงุนงงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นความฝันหรือความจริง หรือพวกเขาแค่เมายากันไปเอง เมื่อได้สติรู้สึกตัวแจ็ครีบโทรศัพท์กลับไปสารภาพกับพ่อว่าตนเองยังไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แท้จริงเขาเอาแต่สนุกไปวันๆ แล้วกล่าวคำขอโทษพ่อ ส่วนแพมโทรไปสารภาพบาปกับแม่และขอโทษแม่ที่เอาเงินที่แม่ส่งมาให้เรียนหนังสือไปช็อปปิ้งจนหมดแล้วยังขโมยเงินเพื่อนไปใช้



            ส่วนบาปของบีเธอไม่สามารถโทรไปสารภาพกับใครได้ ทางเดียวที่เธอต้องทำคือกลับไปชดใช้กรรมที่ทำไว้ที่เมืองไทยด้วยการมอบตัวกับตำรวจในคดีชนแล้วหนีซึ่งในที่สุดเธออาจจะต้องเข้าไปอยู่ใน “บ้านเมตตา” อย่างที่เธอบอกกับเพื่อนทั้งสองไว้ จะด้วยความจงใจของคนเขียนบทหรือไม่ก็ตาม บาปของบีที่ขับรถชนแล้วหนีสะท้อนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ กรณีสาวรุ่นวัย ๑๗ ขับรถชนรถตู้บนทางด่วนทำให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งย่านรังสิตเสียชีวิตทันที ๘ ศพ แตกต่างกันตรงที่กรณีของบีเปลี่ยนเป็นตายยกครอบครัว ๔ ศพ



พ่อค้ายาเฮซุสก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าสงสัยไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายพระเยซูที่มาพร้อมกับคัมภีร์ไบเบิ้ลอยู่ในมือ แสงสว่างที่ฉายทาบบนเพดานเหนือศีรษะของเขาที่ดูคล้ายกับแสงออร่าของศาสดาเจ้าลัทธิ เฮซุสรู้ว่าเด็กทั้งสามคนมีบาปอะไรซ่อนเร้นราวกับเขาเป็นพระเจ้าที่รู้ไปหมดเสียทุกอย่าง แม้แต่คำพูดของเขาที่พูดว่า “ใครทำตัวไม่ดีก็ต้องมีคนจัดการ มันเป็นกฎของพระเจ้า หากมนุษย์ทำตัวไม่ดีก็ต้องรับกรรม ต้องเจอกับภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว สึนามิ แต่พระเจ้าก็ทำไปด้วยความรัก” ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวละครเฮซุสมีอะไรบางอย่างคล้ายกับศาสดาพยากรณ์ในศาสนาคริสต์  มีคนตั้งข้อสังเกตว่าฉากที่บีเอาปืนยิงโดนฝ่ามือของเฮซุสก็คล้ายกับตอนที่พระเยซูถูกตะปูตอกบนฝ่ามือตรึงอยู่บนไม้กางเขน ในขณะที่มีผู้รู้บอกว่า Jesus ออกเสียงได้ทั้งจีซัสและเฮซุส ชาวยิวโบราณก็ออกเสียงว่าเฮซุสซึ่งหมายถึงพระเจ้า การปรากฏตัวของเฮซุสจึงดูน่าสงสัยว่าเฮซุสเป็นใคร เป็นพระเจ้าหรือเป็นพ่อค้ายาคลั่งศาสนาสติฟั่นเฟือนที่รอคอยเหยื่อที่หลงโทรเข้ามาแล้วสั่งสอนให้สารภาพบาปแบบรุนแรง เฮซุสมีบุคลิกที่ไม่น่าไว้ใจ มีอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว อารมณ์แปรปรวนง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ชอบการทรมานสัตว์ และยิ่งไม่น่าไว้ใจมากขึ้นเมื่อเฮซุสพูดไทยออกมา นั่นยิ่งทำให้หนุ่มสาวทั้งสามเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตของพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว



ปืนยิงตะปูในหนังเรื่องนี้ก็มีนัยยะแฝงเร้น ตะปูเป็นอุปกรณ์ที่คนยิวโบราณใช้ตอกมือเพื่อลงโทษคนบาปแล้วตรึงร่างไว้บนไม้กางเขนเหมือนอย่างที่พระเยซูโดนกระทำ ปืนยิงตะปูในหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้โผล่ขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายซ่อนเร้นเกี่ยวข้องกับการลงโทษคนบาปซึ่งหมายถึงแจ็ค แพม บี แม้ว่าปืนยิงตะปูในหนังจะดูไฮเทคไปตามยุคสมัยก็ตาม


เลข ๑๓ ถือเป็นตัวเลขแห่งความโชคร้าย ในหนังนำตัวเลขนี้มาใช้ เมื่อแจ็คไปเจอนามบัตรของพ่อค้ายาที่ถูกฉีกทิ้งไว้ แต่หมายเลขโทรศัพท์ตัวสุดท้ายขาดหายไป พวกเขาจึงเดาว่าเป็นเลข ๑๓ ทำให้โชคร้ายไปเจอกับพ่อค้ายาคลั่งศาสนาโดยตัวเลขที่หายไปคือหมายเลข ๑๘ อพาร์ทเม้นท์ที่พวกเขาอยู่คือหมายเลข ๑๓๐๖ ชั้นที่ ๑๒A ซึ่งก็คือชั้นที่ ๑๓ ในอเมริกาจะหลีกเลี่ยงเลข ๑๓ ด้วยการใช้เลข ๑๒A แทน และปีที่เกิดเหตุการณ์ในหนังคือปี ๒๐๑๓                        


                                                                            
            ประเด็นที่พูดถึงกันมากสำหรับตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นทั้งสามคนในคืนส่งท้ายปีเก่าคืออะไรกันแน่ ฝันร้ายหรือประสาทหลอนจากการเสพยาหรือว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ สำหรับผู้เขียนแล้วจะเป็นอะไรก็ได้แต่ก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการจบแบบหักมุมของหนังเรื่องนี้มีการอิงกับเรื่องราวการฟื้นคืนชีพของพระเยซูหลังถูกตรึงบนไม้กางเขน

วัยรุ่นทั้งสามฟื้นขึ้นมาในเช้าวันที่ ๑ มกราคม ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ นั่นหมายความว่าวัยรุ่นทั้งสามอาจจะฟื้นคืนชีวิตเหมือนกับที่พระเยซูฟื้นคืนชีพหลังจากถูกตรึงบนไม้กางเขนก็ได้ แล้วนำไปสู่การสารภาพบาปกับพ่อแม่เพื่อกลับตัวเป็นคนดี ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วง ๑๐ นาทีสุดท้ายของหนังที่พยายามพูดถึงการสารภาพบาปและการยอมรับผิดของวัยรุ่นทั้งสามคนอันนำไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่

            เชื่อว่ามีวัยรุ่นหลายคนทีเดียวอาจจะรักสนุกมากจนบางครั้งทำบาปกับพ่อแม่ด้วยการหลอกเอาเงินพ่อแม่ไปเที่ยวเล่นในขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานหนักส่งเงินให้ลูกเรียนหนังสือ การทำเช่นนี้ถือเป็นการทำบาปกับพ่อแม่อย่างร้ายกาจทีเดียว เมื่อเราหลอกลวงท่านก็เท่ากับเรากำลังทรยศบุคคลที่มีบุญคุณกับเรามากที่สุดในโลกคนหนึ่ง การสารภาพบาปแล้วกลับตัวเป็นลูกที่ดีถือเป็นการไถ่บาปที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากผลบาปที่เราได้ก่อไว้กับผู้บังเกิดเกล้า

            หรืออาจมีบางคนกำลังตกที่นั่งเดียวกับบี อาจจะด้วยความคึกคะนอง จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเมื่อใดที่ท่านสำนึกได้ว่ามีผู้ที่กำลังเดือดร้อนจากผลการกระทำของท่านจำนวนมาก แล้วท่านแก้ไขตัวเองกลับไปยอมรับผิดที่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน  เมื่อนั้นท่านกำลังไถ่บาปให้กับตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาช่วยไถ่บาปสะเดาะเคราะห์ให้กับท่าน เหมือนกับที่เฮซุสก็ไม่ได้มาช่วยไถ่บาปให้กับวัยรุ่นทั้งสามคน แต่เฮซุสมาช่วยให้วัยรุ่นทั้งสามคนสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง



            เคาท์ดาวน์อาจไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่เท่านั้น แต่เคาท์ดาวน์ในอีกความหมายหนึ่งคือการย้อนกลับไปทบทวนความผิดพลาดที่คุณทำไว้ในอดีต แล้วปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมเสียใหม่ก่อนจะสายเกินไป เหมือนอย่างที่เฮซุสพูดทิ้งท้ายไว้ว่า 

         “ทำตัวดี ๆ ไม่งั้นปีหน้าเจอกัน”

.