วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

ภิกษุณีก็เป็นน้องสาวของเรา




คมชัดลึก  วัน (พระ) จันทร์ 12 มกราคม 2558
พระชาย วรธัมโม / เรื่อง
Gaja Seni / ภาพ




          ผู้เขียนไม่รู้สึกแปลกใจที่มหาเถรสมาคมมีมติต่อกรณีการบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นที่ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ จ.สงขลา ว่าเป็นโมฆะโดยอ้างว่าภิกษุณีสงฆ์ได้ขาดสูญไปแล้ว ทั้งนี้มหาเถรสมาคมได้นำเอาคำประกาศของ “กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์เรื่องห้ามพระเณรบวชหญิงเป็นบรรพชิต พ.ศ. ๒๔๗๑” มาเป็นเหตุผลประกอบ 



แต่สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจมากกว่าก็คือมติของมหาเถรสมาคมที่ประกาศต่อท้ายว่าให้มีการควบคุมพระสงฆ์จากต่างประเทศที่จะเข้ามาประกอบพิธีการบวชโดยกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศในการควบคุมพระสงฆ์ต่างประเทศที่จะเข้ามาจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทภิกษุณีในประเทศไทยต้องแจ้งให้มหาเถรสมาคมทราบและได้รับหนังสืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน พูดให้เข้าใจก็คือมหาเถรสมาคมห้ามพระสงฆ์ไทยบวชภิกษุณีแล้วยังห้ามพระสงฆ์จากต่างประเทศเข้ามาประกอบพิธีบวชให้อีกด้วย คือไม่ยอมให้มีภิกษุณีเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ



ผู้เขียนกังวลว่าการประกาศควบคุมพระสงฆ์จากต่างประเทศมิให้เข้ามาประกอบพิธีบวชภิกษุณีในประเทศไทยของมหาเถรสมาคมน่าจะเป็นคำประกาศที่ด่วนเกินไป คำประกาศเช่นนั้นเท่ากับไม่เหลือทางเลือกให้สตรีได้มีโอกาสบวชเป็นภิกษุณีเลย แม้บางคนจะบอกว่าไม่ต้องบวชก็ปฏิบัติธรรมได้ แต่ความเป็นจริงก็คือการเป็นฆราวาสไม่ได้มีเวลาปฏิบัติธรรมเต็มร้อยเหมือนกับการเป็นนักบวชซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตัวกว่าทำให้มีเวลาปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการเป็นนักบวชจะได้รับผลการปฏิบัติที่ไวกว่าการเป็นฆราวาสเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม แม้บางท่านจะบอกว่าให้ผู้หญิงไปบวชเป็นแม่ชีสิ แต่ความเป็นจริงก็คือสถานภาพของการเป็นแม่ชีนั้นเมื่อเข้าไปบวชแล้วกลับกลายเป็นคนรับใช้พระ เช่น ต้องทำกับข้าวถวายพระ ต้องไปล้างจาน หรือกลายเป็นพนักงานขายเครื่องบูชาดอกไม้ธูปเทียนให้กับวัดแทนที่จะได้ปฏิบัติธรรมเต็มร้อย ซึ่งในที่สุดการบวชเป็นแม่ชีจึงมิใช่หนทางที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงที่ต้องการบวชเพื่อปฏิบัติธรรม








ผู้เขียนมองว่าทางออกอันเหมาะสมที่มหาเถรสมาคมน่าจะทำได้ในเวลานี้คือการย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นภิกษุณีด้วยความเมตตาอย่างลึกซึ้ง แก่นคำสอนทางพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ เมื่อผู้หญิงประสบทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ด้วยการใช้ชีวิตเป็นนักบวชเราควรเปิดโอกาสให้เธอได้เป็นนักบวชอย่างเต็มภาคภูมิ มิใช่บวชเข้ามาแล้วกลายเป็นคนล้างจานหรือกลายเป็นพนักงานขายของให้กับวัด การเป็นนักบวชที่มีสถานะชัดเจนจะทำให้สตรีมีโอกาสเข้าถึงความจริงเช่นเดียวกับชายมีโอกาสบวชเป็นพระภิกษุ



หากมหาเถรสมาคมรู้สึกลำบากใจไม่พร้อมจะยอมรับภิกษุณี ทางออกก็มีอยู่คืออาจจะจัดภิกษุณีให้เป็น “นักบวชพุทธศาสนาเถรวาทนิกายผู้หญิง” เป็นเอกเทศไปเลยโดยเปิดโอกาสให้พระสงฆ์จากต่างประเทศเข้ามาช่วยอุปสมบทให้  ดีกว่าการกีดกันด้วยการห้ามบวชซึ่งบทบาทและท่าทีของมหาเถรสมาคมต่อสตรีในเวลานี้ควรเปิดใจกว้างมีเมตตาเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่อยากบวชได้มีพื้นที่บ้าง เพราะหากเรากีดกันสตรีทุกหนทางจะทำให้ภาพลักษณ์ของมหาเถรสมาคมดูเป็นพระเถระที่ปราศจากความเมตตา ในที่สุดอาจเสียความศรัทธาจากฆราวาสชาวพุทธบางกลุ่มไป



เวลานี้สถานะของสตรีในแต่ละประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง หากประเทศใดมีการกดขี่สตรีย่อมกลายเป็นเป้านิ่งต่อการถูกมองว่าเป็นประเทศไม่พัฒนาดังเช่นประเทศที่มีความรุนแรงต่อสตรีมักถูกประณามจากนานาชาติ ประเทศที่พัฒนาแล้ววัดได้จากคุณภาพชีวิตของประชากรเพศหญิง หากประชากรเพศหญิงในประเทศได้รับการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐานนั่นถือว่าประเทศนั้นได้พัฒนาแล้ว ประเด็นภิกษุณีก็เช่นเดียวกัน การบวชภิกษุณีถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสติปัญญาให้กับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพผ่านกระบวนการทางศาสนาแล้วยังเป็นการสร้างบุคลากรหญิงให้ทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนศาสนาไปสู่ประชาชนนั่นย่อมเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้หญิงซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ


สถานการณ์คุณภาพชีวิตของผู้หญิงในประเทศไทยเวลานี้ใช่ว่าจะดี แม้เราจะพูดว่าทุกวันนี้ผู้หญิงไทยเข้าถึงการศึกษามีทางเลือกในการออกมาทำงานนอกบ้าน มีรายได้ ดูแลตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เหล่านั้นคือชนชั้นกลางที่มีการศึกษาสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แต่ยังมีผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในฐานะยากจนไม่อาจเข้าถึงการศึกษา ทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นถูกผลักเข้าไปสู่กระบวนการค้าบริการทางเพศโดยมีชายเป็นผู้ซื้อ เรายังมีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ต้องออกมาระเหเร่ร่อนขอทานกลายเป็นคนไร้บ้านสาเหตุเพราะถูกสามีทิ้งหลังจากตั้งครรภ์ทำให้เธอเหล่านั้นต้องออกมาขอทานพร้อมกับลูกน้อยซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปบนท้องถนน บางคนตัดสินใจทำแท้ง และเรายังมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงที่รุนแรงไม่เว้นแต่ละวันล่าสุดข่มขืนแล้วทิ้งศพลงจากรถไฟ ทั้งหมดเป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับหญิงไทยในเวลานี้ การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้บวชอย่างเต็มภาคภูมิจึงเป็นทางออกที่ดีที่จะทำให้ผู้หญิงไม่ต้องตกไปสู่วงจรแห่งความทุกข์ที่ไม่รู้ว่าจะมีวิธีใดแก้ไขปัญหานี้ได้ดีไปกว่าหนทางของการเปิดโอกาสให้พวกเธอได้เข้ามาบวช หากมีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้บวชโดยไม่กีดกันเชื่อว่าจะมีผู้หญิงจำนวนมากทีเดียวที่จะได้พบทางสว่างในชีวิต







หากมหาเถรสมาคมรู้สึกลำบากใจที่จะจัดภิกษุณีที่มีอยู่ในเวลานี้ให้เป็น “พุทธศาสนาเถรวาทนิกายผู้หญิง” ซึ่งอาจจะกลายเป็นการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติตามที่หลายท่านหวั่นเกรง อยากให้เราหันมาพิจารณา “คณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย” และ “คณะสงฆ์มหานิกาย” กันดูซึ่งเป็นนิกายสงฆ์ที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๖ โดยที่แต่เดิมเราเป็น “คณะสงฆ์เถรวาทลังกาวงศ์” ต่อมาเราแยกออกเป็นมหานิกายและธรรมยุติในภายหลัง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาเราได้บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติไว้เช่นกัน ดังนั้นการยกภิกษุณีให้เป็นคณะสงฆ์อีกนิกายหนึ่งต่างหากจึงไม่น่าจะเสียหายอะไร หากเราไม่ประสงฆ์จะให้เธอเป็นนิกายเดียวกันกับเราก็แยกเธอออกไปเป็นนิกายต่างหากอย่างน้อยเธอจะได้มีที่เหยียบที่ยืน



ในครุธรรม ๘ ประการกำหนดว่าภิกษุณีต้องอยู่ในวัดเดียวกันกับภิกษุ ปัจจุบันนี้มิใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ภิกษุณีมีวัดแยกออกมาต่างหาก เวลานี้ภิกษุณีทั่วโลกต่างมีวัดหรือสำนักของตนเองเป็นเอกเทศ ไม่ว่าจะเป็นทิเบต จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี ศรีลังกา หรือแม้แต่ไต้หวันซึ่งมีจำนวนภิกษุณีมากกว่าภิกษุก็ยังแยกวัดออกมาเป็นของตนเอง  เราพบว่าไม่มีภิกษุณีประเทศใดอยู่อารามเดียวกันกับภิกษุตามที่ครุธรรม ๘ กำหนดไว้อีกแล้ว มันกลับเป็นเรื่องดีเมื่อการอยู่กันคนละวัดทำให้เกิดความสะดวกต่อการปฏิบัติธรรมและปลอดภัยจากเรื่องชู้สาวอย่างที่หลาย ๆ คนวิตกกังวล เราอย่าเพิ่งด่วนผูกมัดครุธรรม ๘ ว่าไม่อาจปรับเปลี่ยน เพราะศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุยังปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การจับเงิน เป็นต้น



เมื่อภิกษุณีมิได้บวชกับคณะสงฆ์ไทยแต่บวชกับคณะสงฆ์อื่นบวกกับครุธรรม ๘ ได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาตามความเหมาะสม การจัดภิกษุณีให้เป็นนิกายผู้หญิงเอกเทศโดยเฉพาะน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมในเวลานี้ เหมือนกับที่คณะสงฆ์แยกตัวออกมาเป็นธรรมยุติ-มหานิกายแยกโบสถ์ทำสังฆกรรมกันเมื่อ ๑๘๒ ปีมาแล้ว



การเป็นนักบวชน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารให้ชาวโลกได้เห็นว่านักบวชเราแม้จะมีความเห็นที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ สามารถยอมรับความแตกต่างกันได้ ไม่น่าจะถึงกับปิดกั้นหนทางแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเมตตาต่อนักบวชหญิงซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาวของเรา.         



.

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

บวชภิกษุณีครั้งแรกที่เกาะยอ จ.สงขลา

พระวรธรรม / เรื่อง
สุรีย์พร ยุติธรรม / ภาพ
คมชัดลึก  วัน (พระ) อาทิตย์ 14 ธันวาคม 2557













          เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ มีงานอุปสมบทภิกษุณีเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เกาะยอ จ.สงขลา พร้อมด้วยการบรรพชาสามเณรีอีก ๔๗ รูปตามโครงการบรรพชาสามเณรีของทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม


          หากนับตามประวัติศาสตร์แล้วนี่ไม่ใช่การบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย หากแต่ครั้งแรกนั้นเคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยลูกสาวสองคนของนายนรินทร์ ภาษิต คือจงดีวัย ๑๓ และสาระวัย ๑๘ ได้บวชเป็นสามเณรี หลังจากนั้นสองปีสามเณรีสาระอายุครบ ๒๐ ได้บวชเป็นภิกษุณีในกาลต่อมา นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๘๖ ปีมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการบวชภิกษุณีที่เกาะยอก็มิใช่การบวชภิกษุณีครั้งที่ ๒ ในดินแดนสยามประเทศแห่งนี้ หากแต่ช่วงเวลาที่ผ่านมามีการอุปสมบทภิกษุณีเกิดขึ้นหลายวาระด้วยกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ให้เป็นข่าวเท่านั้นเอง



            งานอุปสมบทครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการบวชภิกษุณีอย่างเป็นทางการ มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ทั้งภาครัฐระดับท้องถิ่นได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอบต.) มีท่านศุภณัฐ สิรันทวิเนติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสมาร่วมเปิดงานในฐานะตัวแทน ศอบต.  รวมทั้งภาครัฐจากศูนย์กลางมีการส่งหนังสือแจ้งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งก็มีคำขอบคุณจากสำนักนายกรัฐมนตรีตอบกลับมา อีกทั้งมีการทำหนังสือขอพระราชทานพระกรุณาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางสำนักพระราชวังก็มีจดหมายตอบกลับมาเช่นกัน นี่จึงไม่ใช่การบวชแบบเงียบ ๆ แต่เป็นบวชที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการทีเดียว


                                        พิธีอุปสมบทภิกษุณีจำนวน 8 รูป  (เข้าพิธีคราวละ 4 รูป)
                           คณะภิกษุนั่งปีกขวาของพระประธาน คณะภิกษุณีนั่งปีกซ้ายของพระประธาน
                                                  เป็นการอุปสมบทที่ครบสงฆ์ทั้งสองฝ่าย


            การอุปสมบทภิกษุณีครั้งนี้เกิดขึ้น ณ เขตพัทธสีมา ของ “ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม” อันเป็นสำนักภิกษุณีตั้งอยู่ที่เกาะยอ จ.สงขลา มีคณะสงฆ์สองฝ่ายทั้งอุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุและอุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุณีมาร่วมประกอบพิธีการบวชอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย



          อุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุคือ พระมหาสังฆนายกมหินทวังสะ สังฆราชแห่งนิกายอมรปุระจากประเทศศรีลังกา พระกรรมวาจาจารย์หรือพระคู่สวดได้แก่ ท่านคาลุปาหนะ ปิยรตนะ และท่านธลังกาเล สุธรรมะ ทั้งสองท่านมาจากศรีลังกา ในขณะที่ปวัตตินีหรืออุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุณี คือ ท่านสุมิตราเถรี จากศรีลังกา ภิกษุณีกรรมวาจาจารย์ได้แก่ ท่านสุมนปาลีจากศรีลังกา ท่านสันตินีจากอินโดนีเซีย และท่านวิธิตาธรรมมาจากเวียดนาม มีพระภิกษุร่วมนั่งหัตถบาส ๑๓ รูป พระภิกษุณี ๑๕ รูป


            การบวชเป็นพระภิกษุต้องบวชเป็นสามเณรก่อนฉันใด สุภาพสตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีก็ต้องผ่านการบวชเป็นสามเณรีก่อนฉันนั้น สามเณรีคือหญิงผู้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ถือศีล ๑๐ ข้อเช่นเดียวกับสามเณร เมื่อบวชเป็นสามเณรีแล้วก่อนจะบวชเป็นภิกษุณีต้องถือปฏิบัติเป็นสิกขมานาเป็นเวลา ๒ ปี สิกขมานาคือสามเณรีผู้ถือศีล ๑๐ แต่ปฏิบัติศีล ๖ ข้อแรกอย่างเคร่งครัด เมื่อปฏิบัติเป็นสิกขมานาครบ ๒ ปีแล้วและมีอายุครบ ๒๐ ปีขึ้นไปจึงจะอุปสมบทเป็นภิกษุณี



                                 สามเณรีจำนวน 47 รูป หลังบรรพชาเสร็จกำลังเดินลงมาจากอุโบสถ



            สำหรับพิธีอุปสมบทภิกษุณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคณะภิกษุณีสงฆ์เข้านั่งครบองค์ประชุมในเขตพัทธสีมา มีอุปัชฌาย์ฝ่ายหญิงคือปวัตตินีนั่งเป็นประธาน มีพระกรรมวาจาริณี ๓ รูปและพระภิกษุณีร่วมนั่งหัตถบาส ๑๕ รูป  จากนั้นสิกขมานา ๘ รูป เข้าสู่เขตพัทธสีมา ทำความเคารพปวัตตินีแล้วเริ่มกระบวนการสอบถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ข้อโดยมีพระกรรมวาจาริณีเป็นผู้สอบถาม



“อันตรายิกธรรม” คือคุณสมบัติของผู้ที่จะบวชภิกษุณีมี ๒๔ ข้อ (พระภิกษุมี ๑๓ ข้อ) การสอบถามอันตรายิกธรรมของภิกษุณีเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการอุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายขึ้น กล่าวคือในยุคแรกของการบวชภิกษุณีนั้นพระพุทธเจ้ามอบภาระการบวชภิกษุณีให้คณะภิกษุสงฆ์เป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด แม้การสอบถามอันตรายิกธรรมก็ดำเนินการโดยภิกษุ เมื่อภิกษุเป็นฝ่ายสอบถามอันตรายิกธรรมกับนางสิกขมานาจึงเกิดความขลุกขลัก เพราะคำถามประกอบไปด้วยเรื่องอวัยวะเพศและรอบเดือนของสตรี เช่นถามว่า ท่านมีรอบเดือนหรือไม่ ท่านมีอวัยวะเพศสมบูรณ์แบบผู้หญิงหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้นางสิกขมานารู้สึกเขินอายที่จะตอบเพราะผู้ถามเป็นบุรุษเพศ ในที่สุดพระพุทธเจ้าจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการให้คณะภิกษุณีสงฆ์เข้ามามีส่วนในการสอบถามอันตรายิกธรรมด้วยการจัดให้มีปวัตตินีเป็นอุปัชฌาย์ฝ่ายหญิงและมีกรรมวาจาริณีฝ่ายหญิงเพื่อสอบถามอันตรายิกธรรมกับนางสิกขมานาโดยตรง เมื่อผู้หญิงถามผู้หญิงด้วยกันเองก็เกิดความสะดวกใจไม่ต้องเขินอาย สาเหตุที่การบวชภิกษุณีต้องบวชกับสงฆ์สองฝ่ายจึงมีด้วยประการฉะนี้


            สำหรับการบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อกรรมวาจาริณีสอบถามอันตรายิกธรรมจำนวน ๒๔ ข้อกับนางสิกขมานาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ปิดท้ายด้วยการสวดญัตติจตุตถกรรมโดยมีคณะภิกษุณีสงฆ์จำนวน ๑๕ รูปเป็นสักขีพยาน


“ญัตติจตุตถกรรม” คือการสวดคู่โดยพระภิกษุหรือภิกษุณีที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หรือพระกรรมวาจาริณี (หรือที่เรียกว่าพระคู่สวด) เพื่อสวดขอมติยินยอมให้ผู้ขอบวชที่อยู่เบื้องหน้าสงฆ์ได้มีสถานะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีตามคำขอบวช  หลังจากที่กรรมวาจาริณีสวดญัตติจตุตถกรรมจบถือว่าสิกขมานาทั้ง ๘ รูปสำเร็จเป็นพระภิกษุณีเป็นลำดับแรกแต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากต้องได้รับการสวดญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุเป็นลำดับถัดมา ดังนั้นจากนี้ไปจึงเป็นวาระของคณะพระภิกษุสงฆ์เข้าสู่เขตพัทธสีมาโดยคณะภิกษุนั่งฝั่งตรงข้ามกับคณะภิกษุณี มีพระอุปัชฌาย์นั่งเป็นประธานตรงกลางพร้อมด้วยพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อนั้นภิกษุณีทั้ง ๘ รูปผู้ผ่านการบวชจากคณะภิกษุณีสงฆ์เข้าทำความเคารพพระอุปัชฌาย์ผู้เป็นประธาน จากนั้นพระกรรมวาจาจารย์ฝ่ายภิกษุทำการสวด “ญัตติจตุตถกรรม” ให้กับภิกษุณีทั้ง ๘ เป็นลำดับ มีคณะภิกษุและภิกษุณีร่วมนั่งเป็นสักขีพยานในเขตสงฆ์

           

               

                                 นาคินีเข้ากอดคุณพ่อ - คุณแม่ ก่อนจะเข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรี

           เมื่อพระกรรมวาจาจารย์ฝ่ายภิกษุสวด “ญัตติจตุตถกรรม” จบถือว่าภิกษุณีทั้ง ๘ รูปสำเร็จการอุปสมบทเป็นภิกษุณีอย่างสมบูรณ์ด้วยสงฆ์สองฝ่ายถูกต้องตามพระธรรมวินัย จากนั้นปิดท้ายด้วยพระอุปัชฌาย์สวดอนุศาสน์ ๑๑ ข้อให้กับนางภิกษุณีทั้ง ๘ ได้รับฟัง อนุศาสน์ ๑๑ ข้อประกอบด้วย นิสสัย ๓ คือ บิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า (ภิกษุณีไม่ต้องอยู่โคนไม้เป็นวัตรจึงเหลือเพียงนิสสัย ๓ ) พร้อมด้วยอกรณียกิจ ๘ ซึ่งมาจากสิกขาบทปาราชิก ๘ ข้อของภิกษุณี (สำหรับพระภิกษุฟังอนุศาสน์ ๘ ข้อ)



ตามธรรมเนียมเมื่อเสร็จพิธี ทั้งภิกษุและภิกษุณีผู้บวชใหม่ต้องฟังอนุศาสน์จากพระอุปัชฌาย์ทันทีเพื่อภิกษุหรือภิกษุณีผู้บวชใหม่ได้ทราบว่าตนเองทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้างจะได้ไม่ละเมิดสิกขาบทด้วยความไม่รู้  ทั้งหมดนี้เป็นพิธีกรรมการบวชภิกษุณีเกิดขึ้นที่เกาะยอ จ.สงขลา เป็นวาระที่ชาวพุทธพึงอนุโมทนาที่เมืองไทยมีพุทธบริษัทครบ ๔ แล้ว                                                                                                        

                                                                                              


.
.                                                                                                

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

"เราอยู่ในระบบสังคมที่มอมเมาให้กินเนื้อสัตว์"


คมชัดลึก : วันพระ / อังคาร 23 กันยายน 2557 



  
          

ไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะกลายเป็นคนที่หยุดบริโภคเนื้อสัตว์ไปได้เพราะในหัวมีอาหารคาวเมนูโปรดอยู่หลายรายการด้วยกัน แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเราต้องการสร้างเหตุปัจจัยด้านบวกให้เกิดกับตนเองมากขึ้นจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองหันไปฉันมังสวิรัติ อันที่จริงการฉันเนื้อสัตว์ก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายไม่ต้องทำตัวให้ลำบาก ไม่ต้องมานั่งพินิจพิเคราะห์สงสัยลังเลว่าอาหารในจานที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรามีเนื้อสัตว์ปนมาหรือเปล่า โยมที่นำอาหารมาถวายจะรู้หรือไม่ว่าเราไม่ฉันเนื้อสัตว์ แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปเราก็ไม่ต้องมานั่งฟุ้งซ่านลังเลสงสัยอะไรแบบนั้นอีก เพราะ “วิจิกิจฉา” ก็เป็นกิเลสตัวหนึ่งที่เราทุกคนต้องก้าวข้ามผ่านกันไป





            ตอนที่เริ่มหันมาฉันมังสวิรัติใหม่ ๆ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก มีโยมทำถวายให้ ส่วนที่ยากน่าจะเป็นความรู้สึกอยากฉันอาหารคาวเมนูโปรดมากกว่า อย่างเช่น ไก่ชุบแป้งทอด ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ยำกุนเชียง เหล่านี้จะคอยมากวนความรู้สึกอยู่เป็นระยะ แม้จะผ่านไปแล้วประมาณ ๓-๕ ปีก็ยังรู้สึกอยากฉันอยู่ บางครั้งไปงานที่บังเอิญมีอาหารคาวตั้งอยู่ตรงหน้าก็ต้องทำใจหลีกเลี่ยง การหันมาทานมังสวิรัติหรือทานอาหารเจจึงเป็นการทำตัวเองให้มีระเบียบวินัยในเรื่องการรับประทานอาหารไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการห้ามกิเลสเรื่องการกินโดยตรงซึ่งทำได้ยาก แต่ถ้าสามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ก็ถือว่าเราชนะกิเลสไปได้อีกตัวหนึ่ง

            สมัยที่ผู้เขียนเป็นฆราวาสเคยกินข้าวขาหมูที่มีมันหมูหนา ๆ มัน ๆ ได้อย่างเอร็ดอร่อย ตอนนั้นมีคนที่ทานมังสวิรัติมานั่งใกล้ ๆ แล้วพูดว่าเธอไม่สามารถกินมันหมูแบบนั้นได้อีกเพราะเหม็นคาว ได้ยินแล้วก็นึกในใจว่ามันจะยากขนาดไหนเชียวกับการกินมันหมูแบบนี้ ต่อให้เรากินมังสวิรัติเราก็ยังคงกินมันหมูแบบนี้ได้แหละน่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดตอนนั้นมันผิด เพราะทุกวันนี้เราไม่สามารถกลับไปกินข้าวขาหมูอย่างเคยได้อีกแล้ว การกินมังสวิรัติเป็นเวลา ๒๒ ปีทำให้จมูกมีปฏิกิริยากับของคาวทันทีคือรู้สึกเหม็นและทานไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกกะปิ หรือแม้แต่ผัดไทยใส่กุ้งแห้งเพียงไม่กี่ตัวก็ยังรู้สึกเหม็น คนที่กินมังสวิรัติหรือกินอาหารเจมานานจะรู้สึกคล้าย ๆ กันทุกคน แต่ก็มีบางคนที่แตกต่างออกไปคือ หลังจากกินอาหารเจหรืออาหารมังสวิรัติได้ปีสองปีก็ยังกลับไปกินเนื้อสัตว์ได้อีกโดยไม่รู้สึกเหม็นคาว ก็เป็นไปได้เหมือนกัน




            สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากหยุดกินเนื้อสัตว์เป็นระยะเวลานาน ๆ ก็คือรู้สึกมากขึ้นว่าเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของมนุษย์ และรู้สึกตัวมากขึ้นว่ามนุษย์เราไม่จำเป็นต้องกินเนื้อของเพื่อนร่วมโลกก็มีชีวิตอยู่ได้ และไม่ได้หมายความว่าการงดเนื้อสัตว์จะทำให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป หากเราต้องการโปรตีนก็ยังมีโปรตีนจากถั่วและธัญพืชให้เลือกกิน บางคนบอกว่าถ้าไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะไม่มีแรง เดี๋ยวสารอาหารจะไม่ครบ ๕ หมู่ ความจริงข้อนี้มีการโต้เถียงและเปรียบเทียบกันมานานแล้วว่าวัวควายเป็นสัตว์กินหญ้ายังมีพละกำลังมหาศาลไถนาได้อย่างแข็งขัน การกินผักแล้วไม่มีแรงจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เป็นเพราะเรากินเนื้อสัตว์มานานร่างกายก็เลยคุ้นชินกับอาหารหนักย่อยยาก พอเราเปลี่ยนเป็นอาหารผักย่อยง่ายร่างกายจึงไม่คุ้น ต่อเมื่อกินผักไปนาน ๆ ร่างกายจะปรับสมดุลไปเอง

            สิ่งหนึ่งที่อยู่ในตำราเรียนวิชาสุขศึกษาคือการบอกว่าเราต้องกินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ หนึ่งใน ๕ หมู่คือโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ สิ่งที่วิชาสุขศึกษาไม่เคยคำนึงถึงคือการจะได้รับสารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต้องมาจากการทำลายชีวิตสัตว์ ในที่สุดก็ไปขัดกับวิชาพุทธศาสนาที่สอนเราให้หลีกเลี่ยงการฆ่าสัตว์ แม้เราจะไปซื้อเนื้อมาจากตลาดแล้วบอกว่าเราไม่ได้ฆ่ามันโดยตรงแต่คนอื่นก็ฆ่าให้เราเรียบร้อยแล้ว การซื้อเป็นเพียงการปฏิเสธการรับรู้ภาพทารุณกรรมที่เราไม่อยากเห็นแค่นั้นเอง แล้วเราก็ลืมภาพทารุณกรรมเหล่านั้นไป สัตว์ก็ยังคงถูกฆ่าเพื่อนำร่างของมันมาปรุงอาหารให้มนุษย์กินอยู่ดี

                     


            ไม่ใช่แต่ในตำราเรียนเท่านั้น แม้แต่วงการแพทย์ก็สนับสนุนให้เรากินเนื้อสัตว์โดยอ้างว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง แต่ความจริงก็คือคนกินเนื้อสัตว์ก็ยังต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่ดี ลองไปเดินดูตามโรงพยาบาลสิคนป่วยจำนวนมากรอเข้าคิวเพื่อพบหมอด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นานา พวกเขากินเนื้อสัตว์แต่ทำไมยังต้องมาหาหมอกันอีกล่ะ ไหนว่ากินเนื้อสัตว์แล้วแข็งแรงไง ?

 ในเมื่อคนในวงการแพทย์ยังบริโภคเนื้อสัตว์และเขาก็อยู่ในโลกของความเอร็ดอร่อยจากการบริโภคเนื้อสัตว์ จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องมาแนะนำเราให้หันไปกินผักเพราะมันไม่ใช่กงการที่สลักสำคัญอะไรในเมื่อเขายังไม่รู้เลยว่าการหยุดเนื้อสัตว์มีคุณประโยชน์อย่างไร





            จริง ๆ แล้วมีประโยชน์หลายด้านเลยทีเดียวสำหรับการหยุดบริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งวงการแพทย์วางเฉยไม่ได้ให้ความสำคัญ เช่น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงบางอย่างหายไป ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งอยู่ในอาการดีขึ้นเมื่อหยุดบริโภคเนื้อสัตว์แล้วหันไปกินผักให้มากขึ้น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิดมีอาการดีขึ้นอย่างเช่นเราเคยป่วยเป็นโรคไมเกรน ปัจจุบันก็ดีขึ้น เมื่อมีบาดแผลตามร่างกายก็หายเร็วขึ้น กระเพาะอาหารทำงานเบาลง การขับถ่ายคล่องขึ้น หน้าไม่เป็นสิว ฯลฯ


          ทั้งหมดนี้เราตกอยู่ในระบบโครงสร้างสังคมที่ครอบงำเราให้บริโภคเนื้อสัตว์ เขาบอกว่าถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์เราจะป่วยเราจะอ่อนแอ คนที่อยู่ในสังคมก็คิดเหมือนกันหมด ในโรงเรียนครูก็พูดแบบนี้ ในมหาวิทยาลัยอาจารย์ก็พูดแบบนี้ ในโรงพยาบาลหมอก็พูดแบบนี้ ในวัดพระก็พูดแบบนี้ ไม่เคยมีการประชาสัมพันธ์เลยว่าเราควรหยุดเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์แม้จะทำให้เราอิ่มท้องมีสารโปรตีนที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันเนื้อสัตว์ก็นำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่คนเพราะมันประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อพังผืดที่ย่อยยากและเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฮอร์โมนแห่งความเครียด” ที่หลั่งออกมาจากตัวสัตว์ขณะถูกฆ่า ฮอร์โมนความเครียดจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อที่เรากินลงไป สุดท้ายก็นำเราไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

                                          

  
          บางทีวงการแพทย์อาจจะทราบแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องมาบอกให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เพราะวงการแพทย์มีอำนาจและอิทธิพลในการให้ข้อมูลข่าวสาร ถ้าพูดออกไปจะมีผลกระทบไปทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์  โรงงานอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ ภัตตาคาร ในที่สุดอาจมีผลกระเทือนไปทั้งประเทศ ที่สำคัญคือทำให้เขาอดรับประทานเมนูเนื้อสัตว์ที่ถูกปาก ผู้รับเคราะห์คือสัตว์จำนวนมากมายที่ต้องตายไปในแต่ละวัน น้อยคนที่จะรู้ว่าแม้ไม่กินเนื้อสัตว์เราก็แข็งแรงมีชีวิตอยู่ได้

 

                               *ภาพรณรงค์ต่อต้านการกินเนื้อสัตว์



            ประเทศอินเดียเป็นตัวอย่างของสังคมฮินดูที่ไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักแต่ประชากรของเขาก็ยังมีชีวิตสืบเผ่าพันธุ์มาจนทุกวันนี้  คนไทยที่ไปอินเดียเพื่อเยี่ยมชมพุทธสังเวชนียสถานบ่อย ๆ น่าจะหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองบ้างว่า

“เรากำลังถูกหลอกให้กินเนื้อสัตว์กันอยู่หรือเปล่า ?”



                *ภาพรณรงค์ต่อต้านการกินเนื้อสัตว์