วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

“กรณีพระเกษม” เราได้เรียนรู้อะไร ?






กลายเป็นข่าวที่สร้างความงุนงงทันทีเมื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาสวัดสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ออกมาเปิดเผยกับสื่อด้วยตนเองโดยไม่รอให้ใครเป็นโจทก์ฟ้องร้องขึ้นมาก่อนว่าตนมีสัมพันธ์ทางเพศกับลูกศิษย์ชายผู้ใกล้ชิด หลังจากนั้นไม่กี่วันพระเกษมได้ลาสิกขาด้วยตนเองโดยนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมเป็นอุบาสก สิ่งที่น่างุนงงคลุมเครือไปกว่านั้นก็คือ อดีตพระเกษม หรือปัจจุบันคือนายเกษม ดวงแพงมาต ในวัย 54 ปีได้ออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายสำนักว่าเขามีสัมพันธ์ทางเพศกับลูกศิษย์โดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ลูกศิษย์ชายผู้ใช้นามแฝงว่า ต่อ ออกมาให้สัมภาษณ์ตรงกันว่าขณะเกิดเหตุพระเกษมมีอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนพระเกษมคนเดิม พระเกษมมีกำลังแรงมากจนตนเองขัดขืนไม่ไหวถูกร่วมเพศจนสำเร็จกิจ

            เกษมเปิดเผยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานหนึ่งปีแล้ว วันหนึ่งเขารู้สึกเมื่อยจึงให้นายต่อซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดเข้าไปนวดให้ จากนั้นพระเกษมมีอาการชัก เกร็ง กระตุก ลูกศิษย์คือนายต่อซึ่งกำลังนวดได้เข้าช่วยเหลือแต่กลับกลายเป็นถูกพระเกษมในเวลานั้นกระโดดขึ้นคร่อมจนสำเร็จการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งเกษมรู้ตัวภายหลังเมื่อได้กระทำสำเร็จกิจไปแล้ว

หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์กันในครั้งแรกต่อรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรู้สึกผิด ต่อจึงหนีหายไปจากพระเกษมเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร ต่อจึงไปสอบถามผู้รู้เพื่อขอคำรับรองว่าพระเกษมเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากผู้รู้ท่านนั้นว่าพระเกษมเป็นพระอรหันต์จริง

หลังจากหายไปประมาณ 1 สัปดาห์ต่อทำใจได้และยังเข้าใจว่าพระเกษมในเวลานั้นเป็นพระอรหันต์ ต่อจึงกลับมาปรนนิบัติรับใช้พระเกษมเช่นเดิม แต่ในที่สุดการกลับมารับใช้พระเกษมก็ทำให้เขามีสัมพันธ์ทางเพศกับพระเกษมอีกประมาณสิบกว่าครั้งในรูปแบบเดิมคือถูกพระเกษมมีอาการไม่ปกติขึ้นคร่อมจนสำเร็จทำให้เขารู้สึกผิดบาปไปด้วยแม้จะไม่ได้มีเจตนาร่วม ต่อจึงขอให้พระเกษมเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสาธารณะเพราะเขากลัวบาป

ในที่สุดพระเกษมจึงออกมาเปิดเผยกับสาธารณะว่าตนเองมีสัมพันธ์ทางเพศกับลูกศิษย์จริงแต่กระทำไปโดยขาดสติไม่รู้สึกตัว  แล้วอ้างข้อยกเว้นในวินัยบัญญัติว่าหากภิกษุกระทำไปโดยไม่รู้สึกตัวย่อมไม่เป็นอาบัติมาตั้งเป็นประเด็น นั่นจึงสร้างความงุนงงสงสัยให้กับสาธารณะยิ่งขึ้นว่าเป็นไปได้หรือที่คนเรามีเพศสัมพันธ์แล้วไม่รู้สึกตัว

เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์กระแสของสังคมเริ่มตั้งคำถามอย่างหนัก พระเกษมจึงทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นตนไม่รู้ตัวจริง ๆ แต่เมื่อผ่านไปหลายครั้งเข้าเริ่มรู้ตัวมากขึ้น แต่เนื่องจากที่ผ่านมาตนยังสามารถเข้าฌานทำสมาธิได้ตามปกติจึงคิดว่าตนมิได้ทำผิดอะไรเพราะหากตนเองทำผิดจริงผลของฌานสมาบัติก็ต้องเสื่อมไปด้วยแต่ตนเองก็ยังสามารถเข้าฌานทำสมาธิได้

ล่าสุดเมื่อทบทวนจนชัดเจนอีกครั้งจึงพบว่าตนเองได้กระทำผิดจริง เพราะครั้งหลัง ๆ เขาสารภาพว่ารู้ตัวตลอดการกระทำ และพลังจิตของตนที่เคยมีก็พลันหายไปหมดสิ้นไม่สามารถเข้าฌานสมาบัติได้เหมือนก่อน มีแต่ความตื่นกลัวอย่างแรงว่าตนเองคือคนธรรมดามิใช่พระอรหันต์ และการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็เป็นเรื่องที่ตนเข้าใจผิดไปเองทั้งหมดตั้งแต่แรก ในเมื่อกระจ่างแล้วว่าตนมิได้เป็นพระอรหันต์และสิ่งที่ได้กระทำลงไปเป็นความผิดพลาดตนจึงเรียกประชุมสงฆ์และญาติโยมภายในวัดเพื่อประกาศทำการลาสิกขาต่อหน้าคณะสงฆ์และญาติโยมภายในวัดกลางดึกคืนนั้นเอง ซึ่งการตัดสินใจเรียกประชุมเพื่อลาสิกขาเป็นการตัดสินใจของพระเกษมเอง

ทั้งหมดนั้นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผู้เขียนได้ดูคลิปย้อนหลังที่อดีตพระเกษมออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายรายการ มีหลายประเด็นที่ควรนำมาวิเคราะห์กันต่อว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากกรณีของพระเกษมที่เกิดขึ้นบ้าง 
............................................

·      ***  ประเด็นแรกเป็นเรื่องที่ควรนับถือน้ำใจของชายชื่อเกษมที่ออกมายอมรับในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป และยอมเปิดเผยผ่านรายการทีวีหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยอันเป็นการให้สัมภาษณ์ท่ามกลางลูกศิษย์และต่อหน้าคู่กรณีพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บันทึกภาพออกอากาศไปทั่วประเทศเพื่อพูดความจริงออกมา  การออกมาเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนๆ หนึ่งที่ทำผิดพลาดในเรื่องเพศแล้วต้องออกมายอมรับกับสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นเป็นพระภิกษุซึ่งเป็นสถานะที่ผู้คนจำนวนมากให้ความเคารพนับถือและยังเป็นครูบาอาจารย์สอนธรรมะที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ในเมื่อต้องเปิดเผยกับสื่อที่จะกระจายเรื่องราวไปให้คนทั้งประเทศรับรู้ นั่นเท่ากับชีวิตทั้งชีวิตรวมทั้งชื่อเสียงที่สร้างมาได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปในทันที สิ่งที่พระเกษมทำจึงเท่ากับเป็นการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวและเผชิญหน้ากับจุดตกต่ำของชีวิต ของลูกศิษย์ และของวัดที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบมิได้

·     ***  เมื่อชมคลิปสัมภาษณ์ (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย) เราได้เห็นความในใจของเกษมว่าเขาเป็นห่วงความรู้สึกของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เขารู้สึกกลัวคนรอบข้างรังเกียจในความจริงที่เขาเปิดเผยออกไป กลัวคนที่วัดจะรังเกียจ กลัวคนทั้งประเทศรังเกียจ มันเป็นฝันร้ายเมื่อเขาต้องเผชิญกับความจริงเช่นนั้น เขาสารภาพซ้ำ ๆ กับทุกสื่อว่ารู้สึกอับอายมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น  รู้สึกอายเหมือนขวานสับหน้า อายเหมือนหอกทิ่มหน้า อายเหมือนเอาปืนมายิงหน้าผากแต่เขาก็ต้องเผชิญกับความจริง

·       *** ไม่แต่เกษมเท่านั้นที่รู้สึกอับอาย ต่อซึ่งเป็นคู่กรณีก็รู้สึกอับอายเช่นกันแม้เขาจะเป็นฝ่ายถูกร่วมเพศไม่ได้มีเจตนาที่จะมีเซ็กซ์  ต่อเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดที่อดีตพระเกษมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กจนกระทั่งบัดนี้ต่ออายุ 30 กว่าปี ต่อมีลูกมีเมียแล้ว  ต่อไม่เห็นทางออกว่าจะมีวิธีใดดีไปกว่าการไถ่โทษตนเองด้วยการออกมาเปิดเผยกับสาธารณะให้กระจ่างในที่สุด

·    ***   ยิ่งฟังบทสัมภาษณ์ก็ยิ่งรู้สึกสลดใจเมื่อต่อเปิดใจว่าเขาเองรู้สึกถลำลึกไปสู่ความผิดบาปกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการมีสัมพันธ์ทางเพศกับพระสงฆ์และพระสงฆ์รูปนั้นเป็นครูบาอาจารย์ของคนจำนวนมาก เขาพูดว่านึกถึงภาพเก่า ๆ แล้วเศร้า (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย) แต่ตนก็ยังคงเคารพครูบาอาจารย์ท่านนี้ และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนคงเป็นกรรมเก่าโดยไม่กล่าวหาครูอาจารย์

·    ***   ฝ่ายอาจารย์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เกษมนอกจากจะรู้สึกอับอายที่ต้องเอาเรื่องเพศมาเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้แล้ว เกษมยิ่งรู้สึกแย่ลงไปเมื่อรู้ว่าฝ่ายลูกศิษย์ที่ตนมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นรู้สึกผิดบาป  ถ้าคนที่เป็นครูอาจารย์รับรู้ว่าตนได้ทำให้ลูกศิษย์รู้สึกผิดบาป คนที่เป็นครูอาจารย์นั่นเองยิ่งจะรู้สึกผิดบาปลงไปด้วยเพราะโดยวิสัยของผู้ที่เป็นครูอาจารย์สอนธรรมะนั้นต้องการให้ลูกศิษย์ไปทางสวรรค์ ไม่ต้องการให้ลูกศิษย์ไปนรก เพราะอาจารย์รู้ดีว่าการต้องไปนรกนั้นเลวร้ายเพียงใด  เมื่อเกษมได้รับรู้ถึงความรู้สึกตกนรกของลูกศิษย์เขาจึงรู้สึกแย่ลงไปด้วย

·    ***   ในทางพุทธศาสนามีคำว่า วิปฏิสาร แปลว่าความร้อนใจ ความเดือดร้อนใจ เช่น ผู้ประพฤติผิดศีลเกิดความเดือดร้อนขึ้นในใจ เพราะความไม่บริสุทธิ์ของตน เรียกว่า วิปฏิสาร
วิปฏิสารนี้ เมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้วไม่ต่างอะไรกับภาวะของคนตกอยู่ในนรกแม้จะยังมีลมหายใจ เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่สิ่งดีเลยเพราะมันบั่นทอนจิตใจของคน ๆ นั้นให้เศร้าหมอง จากที่เคยสดใสร่าเริงก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองซึมเศร้า ไม่มีชีวิตชีวาราวกับวิญญาณของเขาได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงเศษซากของร่างกายที่เคลื่อนไหวได้

·   ***    โดยปกติการมีเพศสัมพันธ์ของคนสองคน หากอยู่ในวัยที่รับผิดชอบตนเองได้และเป็นการยินยอมพร้อมใจกันของคนสองคน ไม่ได้เกิดจากการบังคับขืนใจก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ใจตามมา แต่เนื่องจากนี่เป็นเพศสัมพันธ์ของบุคคลที่เป็นนักบวชกับฆราวาส จึงกลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องตกอยู่ในความทุกข์ใจรู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นเหตุการณ์ที่เขาทั้งสองไม่สามารถควบคุมได้  เขาทั้งสองรู้สึกอับอายเมื่อต้องเผชิญกับทางออกคือการต้องออกมาเปิดเผยเรื่องราวกับสาธารณะ  สิ่งที่เสียหายคือวัดและคณะญาติโยมที่ศรัทธา พวกเขานึกไม่ออกว่าต่อไปวัดจะเป็นอย่างไรญาติโยมจะเป็นอย่างไร

*** ความอับอายที่เกิดขึ้นในใจของคู่กรณีระหว่างเกษมกับต่อ ไม่แตกต่างจากความทุกข์ใจของเด็กวัยรุ่นวัยเรียนที่พบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับการเปิดเผยตนเองกับพ่อแม่ แม้ดูผิวเผินว่าไม่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไหร่แต่ก็มีส่วนเหมือนกันในเรื่องของสภาพจิต เด็กต้องรู้สึกอับอายอย่างไรทั้งเกษมและต่อก็รู้สึกอับอายในลักษณะเดียวกัน ถึงแม้เด็กจะไม่ตัดสินใจบอกพ่อแม่แต่เด็กก็ต้องรู้สึกกังวลใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดีว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะเป็นปัญหาที่ใหญ่ นี่เรียกว่าเป็นวิปฏิสารก็ไม่ผิดเพราะเป็นความกังวลใจที่เผารน

*** บางท่านอาจจะบอกว่าไม่เหมือนกัน นี่เป็นผู้ใหญ่ทำผิดเขาไม่จำเป็นต้องอับอายอะไรแต่นั่นเป็นเด็ก แต่ความจริงก็คือไม่ว่าจะเป็นเด็กทำผิดหรือผู้ใหญ่ทำผิด ทุกคนก็มีความรู้สึกอับอายเท่าๆ กันเพราะทุกคนยังเป็นมนุษย์ แม้เราจะเห็นว่าเกษมมีอาการสงบนิ่ง แต่ก็จะสังเกตได้ถึงการจิบชาบ่อย ๆ (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย)  อันเป็นภาษากายแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้รู้สึกดีหรือรู้สึกปลอดภัยกับสถานการณ์ตรงนี้แต่เขาจำเป็นต้องเผชิญกับมันและผ่านมันไปให้ได้หรือเราจะสังเกตได้ถึงแววตาที่ซึมเศร้า แต่ด้วยความที่เกษมเป็นบุคคลที่ปฏิบัติธรรมมานานมีบุคลิกมั่นคง เกษมจึงมีเพียงบุคลิกของความสงบนิ่ง ไม่พูดจากโผงผางมึงมาพาโวยเหมือนก่อนนี้ที่มักจะเป็นพระที่ชอบพูดจาท้าตีท้าต่อย

·       *** “พื้นที่ปลอดภัย” มีความจำเป็นมากทีเดียวที่สังคมควรมีให้กับเขา/เธอที่ทำความผิดพลาดได้เปิดเผยความจริงออกมา คนที่ผิดพลาดทุกคนล้วนกลัวการถูกตัดสิน กลัวการถูกรังเกียจ กลัวการถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว พวกเขาจึงเลือกที่จะเก็บความจริงเอาไว้ ดังนั้น หากใครสักคนทำผิดพลาดแล้วต้องสารภาพความจริงเราควรมี “พื้นที่ปลอดภัย” ไว้ให้เขาหรือเธอได้พูดความในใจออกมา

“พื้นที่ปลอดภัย”  หมายถึงพื้นที่หรือบรรยากาศที่เขา/เธอ ได้เปิดเผยเรื่องราวแล้วไม่ถูกซ้ำเติมให้แย่ลงไป ไม่ถูกรังเกียจ ไม่ถูกปฏิเสธ ลำพังความรู้สึกอับอายผิดบาปที่เกิดขึ้นภายในใจนั้นถือเป็นบทลงโทษที่สาหัสอยู่แล้ว  การถูกตัดสิน ถูกซ้ำเติม ถูกรังเกียจจากคนรอบข้างจึงเป็นยิ่งกว่าฝันร้ายที่เขาหรือเธอต้องเผชิญ

“พื้นที่ปลอดภัย” มีความสำคัญสำหรับทุก ๆ คนเพราะลำพังเขา/เธอผู้กระทำผิดพลาดต่างก็รู้สึกผิดในใจอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อพูดออกไปแล้วต้องถูกตีตรา ถูกตราหน้า ถูกรังเกียจ นั่นยิ่งเท่ากับเป็นความเจ็บปวดที่ถาโถมซ้ำเติมเข้ามา สำหรับบางคนถ้ารู้สึกผิดมาก ๆ ก็ไม่สามารถทนทานมีชีวิตอยู่ได้จนต้องกระทำการอัตวินิบาตกรรมตนเองซึ่งอันนี้ถือเป็นเรื่องเศร้ามาก ๆหากเกิดขึ้นกับใคร มันเป็นเรื่องเศร้าที่เรามักเห็นการฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถทนความผิดบาปได้ซึ่งมีให้เห็นบ่อย ๆ ในข่าวประจำวัน

เมื่อไรก็ตามที่ต้องมีการเปิดเผยความจริงที่อ่อนไหว เราทุกคนควรมีส่วนร่วมในการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เกิดขึ้นด้วยการรับฟังอย่างไม่ตัดสิน รับฟังอย่างเข้าใจ รับฟังอย่างเมตตา พร้อมจะช่วยเหลือให้ผู้ที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์นั้นได้หลุดพ้นจากความทุกข์ใจ     


*** สำหรับประเด็นที่เกษมพูดว่าหากกฎหมายบ้านเมืองจะลงโทษพระภิกษุผู้มีเพศสัมพันธ์เขาก็เห็นด้วยนั้น ผู้เขียนกลับมองว่าไม่จำเป็นต้องมีบทลงโทษเพราะทางประเพณีและวัฒนธรรมได้ลงโทษเขาด้วยการทำให้รู้สึกอับอายนั่นก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งกรณีพระเกษมเป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นโดยเกษมไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น และถึงแม้ว่าจะเป็นการยินยอมพร้อมใจกันของทั้งสองฝ่ายและไม่ใช่การร่วมเพศกับผู้เยาว์  การให้สึกจากสมณะเพศถือเป็นการลงโทษที่เพียงพอแล้ว  ผู้เขียนจึงมองว่าการลงโทษทางกฎหมายไม่จำเป็นสำหรับพระที่กระทำผิดทางเพศ นอกเสียจากพระรูปนั้นจะใช้วิธีบังคับขืนใจคู่กรณีซึ่งกรณีนี้ควรจะได้รับการลงโทษจากกฎหมายบ้านเมืองมากกว่า

·    ***    ทั้งเกษมและต่อต่างก็มีศักดิ์ศรีในตนเอง แม้จะรู้ว่าต้องเผชิญกับความอับอาย ต้องเผชิญกับการถูกตีตรา ถูกตัดสิน และไม่รู้ว่าหลังจากเปิดเผยไปแล้วชีวิตตนเองจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งคู่ก็พร้อมจะเผชิญกับสถานการณ์ข้างหน้าอันเลวร้ายที่คาดเดาไม่ได้ การออกมาเปิดเผยก็ไม่ได้ขอให้ใครมาเห็นใจเขาทั้งสองต่างยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

·       เป็นไปได้หรือที่เกษมบอกว่าตนเองเสพเมถุนโดยไม่รู้ตัว  ?
            ครั้งแรกที่ผู้เขียนทราบจากสื่อว่าพระเกษมพูดว่าตนเองเสพเมถุนแต่กระทำไปโดยไม่รู้ตัวก็รู้สึกค้านทันทีและสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะพระเกษมเป็นฝ่ายกระทำ หรือพระเกษมจะมีอะไรมาให้สังคมประหลาดใจอีก และการเอาเรื่องเสพเมถุนมาออกสื่อเป็นเรื่องที่ไม่ควรมาพูดล้อเล่นเพราะนั่นเท่ากับพระเกษมกำลังเอาสถานะตนเองมาเดิมพัน  ต่อเมื่อพระเกษมได้ลาสิกขาในอีกไม่กี่วันต่อมาจึงได้รู้ว่าพระเกษมพูดจริง

คำถามก็คือเป็นไปได้หรือที่คนร่วมเพศกันแล้วจะไม่รู้ตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นฝ่ายกระทำ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงข้อยกเว้นการปรับอาบัติของภิกษุในพระธรรมวินัยจึงกลับไปสืบค้นดู พบหลักฐานมาดังนี้ :

หนังสือ “วินัยมุข เล่ม 1” ในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรสหน้า 30ได้กล่าวถึงการยกเว้นภิกษุผู้ถูกร่วมเพศแล้วไม่เป็นอาบัติคือ
          - ภิกษุผู้ถูกลักหลับ ไม่รู้ตัว  
            -ภิกษุผู้ถูกข่มขืน ไม่ยินดี ไม่อาบัติ

และ ภิกษุอีก 4 ประเภทที่ไม่ต้องอาบัติ คือ                                                                                                 
(1)  ภิกษุผู้เป็นบ้าคลั่งจนถึงไม่มีสัมปชัญญะ                                                                                               
(2)  ภิกษุผู้เพ้อถึงไม่รู้สึกตัว                                                                                                                        
(3)  ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนากล้าถึงไม่มีสติ                                                                                  
(4)  ภิกษุผู้ก่อเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น (ภิกษุรูปแรกที่ทำให้เกิดการบัญญัติสิกขาบทนั้นขึ้นมา)

ภิกษุ 4 ประเภทนี้ได้รับการยกเว้นทุกสิกขาบทว่าเป็นผู้ไม่ต้องอาบัติ

                                    เมื่อวิเคราะห์จากคำสัมภาษณ์โดยละเอียดอย่างน้อย 5 คลิป ทั้งส่วนที่เกษมให้สัมภาษณ์และส่วนที่คู่กรณี (ต่อ) ออกมาให้สัมภาษณ์จึงวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตพระเกษมสามารถเป็นไปได้ ซึ่งอาจจะเป็นข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อแรก ของภิกษุผู้ไม่ต้องอาบัติ คือ                                                            
(1)  ภิกษุผู้เป็นบ้าคลั่งจนถึงไม่มีสัมปชัญญะ  
(2)  ภิกษุผู้เพ้อถึงไม่รู้สึกตัว.    
(3)  ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนากล้าถึงไม่มีสติ         
 
ในเมื่อพระวินัยมีการพูดถึงข้อยกเว้นข้างต้นก็แสดงว่าในอดีตกาลเคยมีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วจึงมีข้อยกเว้น  หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วระบุไว้ก็คงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เมื่อวิเคราะห์จากฝ่ายที่ถูกร่วมเพศคือ นายต่อ ได้ให้การว่าในขณะเกิดเหตุ พระเกษมมีอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปไม่ใช่พระเกษมคนเดิม  (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย / เรื่องเล่าเช้านี้) จึงเป็นไปได้ที่พระเกษมไม่รู้ตัวจริง ๆ ซึ่งเกษมอาจจะมีอาการของโรคบางอย่าง หรือถูกวิญญาณของอมนุษย์เข้าสิงอย่างที่เขาให้สัมภาษณ์ในสื่อก็เป็นได้ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่เกษมเองก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้

แต่ครั้งหลัง ๆ เกษมเปิดเผยว่าตนรู้ตัวตั้งแต่ต้น (คลิปแถลงการณ์จากวัดสามแยก) นั่นก็หมายความว่าครั้งแรกเกษมยังไม่ต้องอาบัติ แต่อาบัติเกิดขึ้นเมื่อเกษมรู้การกระทำนั้นมากขึ้นในครั้งหลัง ๆ เมื่อวิเคราะห์ว่าเขาผิดจึงตัดสินใจลาสิกขาด้วยตนเอง


            เรื่องราวของอดีตพระเกษมที่เปิดเผยออกมาในครั้งนี้ น่าจะทำให้เราได้ตระหนักรู้มากขึ้นว่าเราไม่ควรด่วนเชื่อข่าวหรือด่วนสรุปอะไรเร็วเกินไป ข่าวที่ปรากฏในสื่อเราไม่ได้รู้ความจริงไปเสียทั้งหมด หากบุคคลที่ตกเป็นข่าววิเคราะห์เรื่องราวได้ไม่ชัดเจน มีคำพูดไม่ชัดเจน เมื่อมีคำพูดไม่ชัดเจน คนเขียนข่าวอาจตีความไปในอีกความหมายหนึ่งที่ผิดพลาด  สุดท้ายเมื่อข่าวถึงผู้รับ ผู้รับอาจจะมีอคติอยู่แล้วเมื่อได้รับข่าวสารก็จะตีความไปในอีกความหมายหนึ่ง จึงเป็นไปได้ว่าข่าวจากต้นทางเป็นเรื่องหนึ่งแต่ปลายทางกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ควรเชื่อข่าวไปเสียทั้งหมด เพราะข่าวที่เกิดขึ้นอาจมีความผิดพลาดบางอย่างในระหว่างการส่งมอบจนกว่าเราจะได้ยินจากปากของเจ้าของเรื่องเอง            

·     ***  สุดท้ายเกษมได้พนมมือขอขมาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอขมาต่อครูบาอาจารย์ คณะสงฆ์ในความไม่รู้ของตนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้กระทำลงไปตั้งแต่ต้น  เขาพูดขอขมาผ่านสื่อทุกสื่อที่เขาให้สัมภาษณ์ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขายอมรับในความผิดพลาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง ๆ

·     ***  เราควรเรียนรู้มากขึ้นว่า พระสงฆ์ก็คือมนุษย์ธรรมดา ๆ ที่ผิดพลาดได้ เพียงแต่เขาอยู่ในเครื่องแบบที่ถูกคาดหวังว่าต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระสงฆ์ก็ยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง มีความเข้าใจผิดในเรื่องราวต่าง ๆ ได้

·       ***หากครูบาอาจารย์ของเราทำผิด เราควรมองท่านด้วยความเมตตา ให้อภัย เมื่อท่านยังมิได้เป็นพระอรหันต์ท่านย่อมทำผิดพลาดได้ เราไม่ควรยึดติดในตัวครูอาจารย์ ไม่ควรยึดติดในตัวบุคคลมากเกินไป  เมื่อท่านไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราคาดหวัง ตัวเรานั่นเองที่จะเป็นทุกข์มากเพราะความยึดติดของเรา

·     ***  การเขียนวิพากษ์วิจารณ์ใครลงในสื่อสังคมออนไลน์ด้วยคำพูดแรง ๆ เราได้ความสะใจ แต่ผลกระทบกับจิตใจของคนที่เราเขียนถึงย่อมส่งตรงถึงเขาด้วย  หากเราย้อนกลับมานึกถึงตัวเราเองบ้างว่าวันหนึ่งวันใดเราทำผิดพลาด วันนั้นเราจะเข้าใจทันทีว่าเราก็ต้องการความเข้าใจ ไม่ต้องการถูกซ้ำเติมเช่นเดียวกัน

·       เกษมไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายมาก่อน  ต่อก็ไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน เขามีลูกมีเมียแล้ว เกษมออกมายืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นเกย์
                      ตกลงแล้วอะไรคือความเป็นเกย์ในการรับรู้ของสังคม ?
มุมมองของสังคมที่นิยามเกย์ว่าคือผู้ชายที่มีเซ็กซ์กับผู้ชายด้วยกันจะใช้กับเกษมและต่อได้หรือไม่ ?  

นี่คงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คนเราชอบสรุปและตัดสินคนอื่นให้เป็นนู่น เป็นนี่ เป็นนั่น  บางทีการเปิดโอกาสให้คน ๆ นั้นได้นิยามตนเองว่าเขา/เธอเป็นอะไร  นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คน

·       สุดท้าย ถึงแม้ว่าเกษมจะลาสิกขา ไม่ได้เป็นพระแล้ว แต่ความเป็นพระของเกษมนั้นอยู่ที่จิตใจของเขาเอง เมื่อเขาออกมายอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และขออภัยทุกๆ คนที่ได้กระทำผิดลงไป บางทีความเป็นพระก็ไม่ได้อยู่ที่จีวรเสมอไป

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผู้เขียนไหม ?

……………………………………………………………………………………………………………




Linkไปสู่คลิปต่าง ๆ ที่อดีตพระเกษมให้สัมภาษณ์ออกสื่อ

คลิป 1  พระเกษมลาสึก (ความยาว 1.57 นาที)  ลาสึกกับคณะสงฆ์และต่อหน้าญาติโยม  เวลาตี 1 ของวันที่ 18 ม.ค.(เผยแพร่ 20 ม.ค.2558)

คลิป 2 แถลงการณ์จากวัดสามแยก(ความยาว 13 นาที) ครั้งแรกกระทำไปโดยไม่รู้ตัวจริง ๆ ครั้งหลัง ๆ ก็เริ่มรู้ตัวบ้าง จนกระทั่งรู้ตั้งแต่ต้น แต่เวลานั้นยังสามารถทำฌานสมาบัติได้จึงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดอะไร จนกระทั่งวันที่ 17 รู้สึกว่าฌานเสื่อม ไม่สามารถเข้าฌานสมาบัติได้อีก เมื่อนั้นจึงรู้ตัวแล้วว่าตนไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ตนเองเข้าใจผิดมาตลอด จึงลาสิกขา(เผยแพร่ 23ม.ค.2558)

คลิป 3ให้สัมภาษณ์รายการเด่นข่าวดึก (ความยาว 5.44 นาที) “กำลังเสพอยู่ยินดี ต้องอาบัติ  แม้เมื่อไม่ยินดี ประกอบกับอุเบกขาก็ต้องอาบัติ เมื่ออ่านแล้วรู้สึกไม่สบายทุรนทุรายอย่างแรง จึงเรียกประชุมในศาลาในเวลา 6 ทุ่มกว่าเพื่อสึกในเวลาตี 1พร้อมขอขมาต่อพระอริยเจ้าทั้งหลาย และขอขมาลูกศิษย์ทุก ๆ คน”(เผยแพร่ 20 ม.ค. 2558)

คลิป 4ให้สัมภาษณ์วู้ดดี้เกิดมาคุย(ความยาว 27 นาที)  ให้สัมภาษณ์ท่ามกลางลูกศิษย์และต่อหน้าลูกศิษย์ชื่อต่อ  (เผยแพร่ 25 ม.ค. 2558)

คลิป 5   ต่อให้สัมภาษณ์เรื่องเล่าเช้านี้ (ความยาว 5.21 นาที)  ต่อบอกว่าพระเกษมมีอาการเหมือนผีเข้าแล้วพยายามเสพเมถุนกับตนจนสำเร็จ  (เผยแพร่ 20 ม.ค. 2558)

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

ภิกษุณีก็เป็นน้องสาวของเรา




คมชัดลึก  วัน (พระ) จันทร์ 12 มกราคม 2558
พระชาย วรธัมโม / เรื่อง
Gaja Seni / ภาพ




          ผู้เขียนไม่รู้สึกแปลกใจที่มหาเถรสมาคมมีมติต่อกรณีการบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นที่ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ จ.สงขลา ว่าเป็นโมฆะโดยอ้างว่าภิกษุณีสงฆ์ได้ขาดสูญไปแล้ว ทั้งนี้มหาเถรสมาคมได้นำเอาคำประกาศของ “กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์เรื่องห้ามพระเณรบวชหญิงเป็นบรรพชิต พ.ศ. ๒๔๗๑” มาเป็นเหตุผลประกอบ 



แต่สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจมากกว่าก็คือมติของมหาเถรสมาคมที่ประกาศต่อท้ายว่าให้มีการควบคุมพระสงฆ์จากต่างประเทศที่จะเข้ามาประกอบพิธีการบวชโดยกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศในการควบคุมพระสงฆ์ต่างประเทศที่จะเข้ามาจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทภิกษุณีในประเทศไทยต้องแจ้งให้มหาเถรสมาคมทราบและได้รับหนังสืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน พูดให้เข้าใจก็คือมหาเถรสมาคมห้ามพระสงฆ์ไทยบวชภิกษุณีแล้วยังห้ามพระสงฆ์จากต่างประเทศเข้ามาประกอบพิธีบวชให้อีกด้วย คือไม่ยอมให้มีภิกษุณีเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ



ผู้เขียนกังวลว่าการประกาศควบคุมพระสงฆ์จากต่างประเทศมิให้เข้ามาประกอบพิธีบวชภิกษุณีในประเทศไทยของมหาเถรสมาคมน่าจะเป็นคำประกาศที่ด่วนเกินไป คำประกาศเช่นนั้นเท่ากับไม่เหลือทางเลือกให้สตรีได้มีโอกาสบวชเป็นภิกษุณีเลย แม้บางคนจะบอกว่าไม่ต้องบวชก็ปฏิบัติธรรมได้ แต่ความเป็นจริงก็คือการเป็นฆราวาสไม่ได้มีเวลาปฏิบัติธรรมเต็มร้อยเหมือนกับการเป็นนักบวชซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตัวกว่าทำให้มีเวลาปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งการเป็นนักบวชจะได้รับผลการปฏิบัติที่ไวกว่าการเป็นฆราวาสเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม แม้บางท่านจะบอกว่าให้ผู้หญิงไปบวชเป็นแม่ชีสิ แต่ความเป็นจริงก็คือสถานภาพของการเป็นแม่ชีนั้นเมื่อเข้าไปบวชแล้วกลับกลายเป็นคนรับใช้พระ เช่น ต้องทำกับข้าวถวายพระ ต้องไปล้างจาน หรือกลายเป็นพนักงานขายเครื่องบูชาดอกไม้ธูปเทียนให้กับวัดแทนที่จะได้ปฏิบัติธรรมเต็มร้อย ซึ่งในที่สุดการบวชเป็นแม่ชีจึงมิใช่หนทางที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงที่ต้องการบวชเพื่อปฏิบัติธรรม








ผู้เขียนมองว่าทางออกอันเหมาะสมที่มหาเถรสมาคมน่าจะทำได้ในเวลานี้คือการย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นภิกษุณีด้วยความเมตตาอย่างลึกซึ้ง แก่นคำสอนทางพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ เมื่อผู้หญิงประสบทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์ด้วยการใช้ชีวิตเป็นนักบวชเราควรเปิดโอกาสให้เธอได้เป็นนักบวชอย่างเต็มภาคภูมิ มิใช่บวชเข้ามาแล้วกลายเป็นคนล้างจานหรือกลายเป็นพนักงานขายของให้กับวัด การเป็นนักบวชที่มีสถานะชัดเจนจะทำให้สตรีมีโอกาสเข้าถึงความจริงเช่นเดียวกับชายมีโอกาสบวชเป็นพระภิกษุ



หากมหาเถรสมาคมรู้สึกลำบากใจไม่พร้อมจะยอมรับภิกษุณี ทางออกก็มีอยู่คืออาจจะจัดภิกษุณีให้เป็น “นักบวชพุทธศาสนาเถรวาทนิกายผู้หญิง” เป็นเอกเทศไปเลยโดยเปิดโอกาสให้พระสงฆ์จากต่างประเทศเข้ามาช่วยอุปสมบทให้  ดีกว่าการกีดกันด้วยการห้ามบวชซึ่งบทบาทและท่าทีของมหาเถรสมาคมต่อสตรีในเวลานี้ควรเปิดใจกว้างมีเมตตาเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่อยากบวชได้มีพื้นที่บ้าง เพราะหากเรากีดกันสตรีทุกหนทางจะทำให้ภาพลักษณ์ของมหาเถรสมาคมดูเป็นพระเถระที่ปราศจากความเมตตา ในที่สุดอาจเสียความศรัทธาจากฆราวาสชาวพุทธบางกลุ่มไป



เวลานี้สถานะของสตรีในแต่ละประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง หากประเทศใดมีการกดขี่สตรีย่อมกลายเป็นเป้านิ่งต่อการถูกมองว่าเป็นประเทศไม่พัฒนาดังเช่นประเทศที่มีความรุนแรงต่อสตรีมักถูกประณามจากนานาชาติ ประเทศที่พัฒนาแล้ววัดได้จากคุณภาพชีวิตของประชากรเพศหญิง หากประชากรเพศหญิงในประเทศได้รับการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐานนั่นถือว่าประเทศนั้นได้พัฒนาแล้ว ประเด็นภิกษุณีก็เช่นเดียวกัน การบวชภิกษุณีถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสติปัญญาให้กับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพผ่านกระบวนการทางศาสนาแล้วยังเป็นการสร้างบุคลากรหญิงให้ทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนศาสนาไปสู่ประชาชนนั่นย่อมเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้หญิงซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ


สถานการณ์คุณภาพชีวิตของผู้หญิงในประเทศไทยเวลานี้ใช่ว่าจะดี แม้เราจะพูดว่าทุกวันนี้ผู้หญิงไทยเข้าถึงการศึกษามีทางเลือกในการออกมาทำงานนอกบ้าน มีรายได้ ดูแลตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เหล่านั้นคือชนชั้นกลางที่มีการศึกษาสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แต่ยังมีผู้หญิงจำนวนมากอยู่ในฐานะยากจนไม่อาจเข้าถึงการศึกษา ทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นถูกผลักเข้าไปสู่กระบวนการค้าบริการทางเพศโดยมีชายเป็นผู้ซื้อ เรายังมีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ต้องออกมาระเหเร่ร่อนขอทานกลายเป็นคนไร้บ้านสาเหตุเพราะถูกสามีทิ้งหลังจากตั้งครรภ์ทำให้เธอเหล่านั้นต้องออกมาขอทานพร้อมกับลูกน้อยซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปบนท้องถนน บางคนตัดสินใจทำแท้ง และเรายังมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงที่รุนแรงไม่เว้นแต่ละวันล่าสุดข่มขืนแล้วทิ้งศพลงจากรถไฟ ทั้งหมดเป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับหญิงไทยในเวลานี้ การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้บวชอย่างเต็มภาคภูมิจึงเป็นทางออกที่ดีที่จะทำให้ผู้หญิงไม่ต้องตกไปสู่วงจรแห่งความทุกข์ที่ไม่รู้ว่าจะมีวิธีใดแก้ไขปัญหานี้ได้ดีไปกว่าหนทางของการเปิดโอกาสให้พวกเธอได้เข้ามาบวช หากมีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้บวชโดยไม่กีดกันเชื่อว่าจะมีผู้หญิงจำนวนมากทีเดียวที่จะได้พบทางสว่างในชีวิต







หากมหาเถรสมาคมรู้สึกลำบากใจที่จะจัดภิกษุณีที่มีอยู่ในเวลานี้ให้เป็น “พุทธศาสนาเถรวาทนิกายผู้หญิง” ซึ่งอาจจะกลายเป็นการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติตามที่หลายท่านหวั่นเกรง อยากให้เราหันมาพิจารณา “คณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย” และ “คณะสงฆ์มหานิกาย” กันดูซึ่งเป็นนิกายสงฆ์ที่ถูกบัญญัติขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๖ โดยที่แต่เดิมเราเป็น “คณะสงฆ์เถรวาทลังกาวงศ์” ต่อมาเราแยกออกเป็นมหานิกายและธรรมยุติในภายหลัง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาเราได้บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติไว้เช่นกัน ดังนั้นการยกภิกษุณีให้เป็นคณะสงฆ์อีกนิกายหนึ่งต่างหากจึงไม่น่าจะเสียหายอะไร หากเราไม่ประสงฆ์จะให้เธอเป็นนิกายเดียวกันกับเราก็แยกเธอออกไปเป็นนิกายต่างหากอย่างน้อยเธอจะได้มีที่เหยียบที่ยืน



ในครุธรรม ๘ ประการกำหนดว่าภิกษุณีต้องอยู่ในวัดเดียวกันกับภิกษุ ปัจจุบันนี้มิใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ภิกษุณีมีวัดแยกออกมาต่างหาก เวลานี้ภิกษุณีทั่วโลกต่างมีวัดหรือสำนักของตนเองเป็นเอกเทศ ไม่ว่าจะเป็นทิเบต จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี ศรีลังกา หรือแม้แต่ไต้หวันซึ่งมีจำนวนภิกษุณีมากกว่าภิกษุก็ยังแยกวัดออกมาเป็นของตนเอง  เราพบว่าไม่มีภิกษุณีประเทศใดอยู่อารามเดียวกันกับภิกษุตามที่ครุธรรม ๘ กำหนดไว้อีกแล้ว มันกลับเป็นเรื่องดีเมื่อการอยู่กันคนละวัดทำให้เกิดความสะดวกต่อการปฏิบัติธรรมและปลอดภัยจากเรื่องชู้สาวอย่างที่หลาย ๆ คนวิตกกังวล เราอย่าเพิ่งด่วนผูกมัดครุธรรม ๘ ว่าไม่อาจปรับเปลี่ยน เพราะศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุยังปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การจับเงิน เป็นต้น



เมื่อภิกษุณีมิได้บวชกับคณะสงฆ์ไทยแต่บวชกับคณะสงฆ์อื่นบวกกับครุธรรม ๘ ได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาตามความเหมาะสม การจัดภิกษุณีให้เป็นนิกายผู้หญิงเอกเทศโดยเฉพาะน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมในเวลานี้ เหมือนกับที่คณะสงฆ์แยกตัวออกมาเป็นธรรมยุติ-มหานิกายแยกโบสถ์ทำสังฆกรรมกันเมื่อ ๑๘๒ ปีมาแล้ว



การเป็นนักบวชน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารให้ชาวโลกได้เห็นว่านักบวชเราแม้จะมีความเห็นที่ไม่เหมือนกัน แต่เราก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ สามารถยอมรับความแตกต่างกันได้ ไม่น่าจะถึงกับปิดกั้นหนทางแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเมตตาต่อนักบวชหญิงซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาวของเรา.         



.

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

บวชภิกษุณีครั้งแรกที่เกาะยอ จ.สงขลา

พระวรธรรม / เรื่อง
สุรีย์พร ยุติธรรม / ภาพ
คมชัดลึก  วัน (พระ) อาทิตย์ 14 ธันวาคม 2557













          เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ มีงานอุปสมบทภิกษุณีเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เกาะยอ จ.สงขลา พร้อมด้วยการบรรพชาสามเณรีอีก ๔๗ รูปตามโครงการบรรพชาสามเณรีของทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม


          หากนับตามประวัติศาสตร์แล้วนี่ไม่ใช่การบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย หากแต่ครั้งแรกนั้นเคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยลูกสาวสองคนของนายนรินทร์ ภาษิต คือจงดีวัย ๑๓ และสาระวัย ๑๘ ได้บวชเป็นสามเณรี หลังจากนั้นสองปีสามเณรีสาระอายุครบ ๒๐ ได้บวชเป็นภิกษุณีในกาลต่อมา นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๘๖ ปีมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการบวชภิกษุณีที่เกาะยอก็มิใช่การบวชภิกษุณีครั้งที่ ๒ ในดินแดนสยามประเทศแห่งนี้ หากแต่ช่วงเวลาที่ผ่านมามีการอุปสมบทภิกษุณีเกิดขึ้นหลายวาระด้วยกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ให้เป็นข่าวเท่านั้นเอง



            งานอุปสมบทครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการบวชภิกษุณีอย่างเป็นทางการ มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ทั้งภาครัฐระดับท้องถิ่นได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอบต.) มีท่านศุภณัฐ สิรันทวิเนติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสมาร่วมเปิดงานในฐานะตัวแทน ศอบต.  รวมทั้งภาครัฐจากศูนย์กลางมีการส่งหนังสือแจ้งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งก็มีคำขอบคุณจากสำนักนายกรัฐมนตรีตอบกลับมา อีกทั้งมีการทำหนังสือขอพระราชทานพระกรุณาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางสำนักพระราชวังก็มีจดหมายตอบกลับมาเช่นกัน นี่จึงไม่ใช่การบวชแบบเงียบ ๆ แต่เป็นบวชที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการทีเดียว


                                        พิธีอุปสมบทภิกษุณีจำนวน 8 รูป  (เข้าพิธีคราวละ 4 รูป)
                           คณะภิกษุนั่งปีกขวาของพระประธาน คณะภิกษุณีนั่งปีกซ้ายของพระประธาน
                                                  เป็นการอุปสมบทที่ครบสงฆ์ทั้งสองฝ่าย


            การอุปสมบทภิกษุณีครั้งนี้เกิดขึ้น ณ เขตพัทธสีมา ของ “ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม” อันเป็นสำนักภิกษุณีตั้งอยู่ที่เกาะยอ จ.สงขลา มีคณะสงฆ์สองฝ่ายทั้งอุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุและอุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุณีมาร่วมประกอบพิธีการบวชอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย



          อุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุคือ พระมหาสังฆนายกมหินทวังสะ สังฆราชแห่งนิกายอมรปุระจากประเทศศรีลังกา พระกรรมวาจาจารย์หรือพระคู่สวดได้แก่ ท่านคาลุปาหนะ ปิยรตนะ และท่านธลังกาเล สุธรรมะ ทั้งสองท่านมาจากศรีลังกา ในขณะที่ปวัตตินีหรืออุปัชฌาย์ฝ่ายภิกษุณี คือ ท่านสุมิตราเถรี จากศรีลังกา ภิกษุณีกรรมวาจาจารย์ได้แก่ ท่านสุมนปาลีจากศรีลังกา ท่านสันตินีจากอินโดนีเซีย และท่านวิธิตาธรรมมาจากเวียดนาม มีพระภิกษุร่วมนั่งหัตถบาส ๑๓ รูป พระภิกษุณี ๑๕ รูป


            การบวชเป็นพระภิกษุต้องบวชเป็นสามเณรก่อนฉันใด สุภาพสตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีก็ต้องผ่านการบวชเป็นสามเณรีก่อนฉันนั้น สามเณรีคือหญิงผู้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ถือศีล ๑๐ ข้อเช่นเดียวกับสามเณร เมื่อบวชเป็นสามเณรีแล้วก่อนจะบวชเป็นภิกษุณีต้องถือปฏิบัติเป็นสิกขมานาเป็นเวลา ๒ ปี สิกขมานาคือสามเณรีผู้ถือศีล ๑๐ แต่ปฏิบัติศีล ๖ ข้อแรกอย่างเคร่งครัด เมื่อปฏิบัติเป็นสิกขมานาครบ ๒ ปีแล้วและมีอายุครบ ๒๐ ปีขึ้นไปจึงจะอุปสมบทเป็นภิกษุณี



                                 สามเณรีจำนวน 47 รูป หลังบรรพชาเสร็จกำลังเดินลงมาจากอุโบสถ



            สำหรับพิธีอุปสมบทภิกษุณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคณะภิกษุณีสงฆ์เข้านั่งครบองค์ประชุมในเขตพัทธสีมา มีอุปัชฌาย์ฝ่ายหญิงคือปวัตตินีนั่งเป็นประธาน มีพระกรรมวาจาริณี ๓ รูปและพระภิกษุณีร่วมนั่งหัตถบาส ๑๕ รูป  จากนั้นสิกขมานา ๘ รูป เข้าสู่เขตพัทธสีมา ทำความเคารพปวัตตินีแล้วเริ่มกระบวนการสอบถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ข้อโดยมีพระกรรมวาจาริณีเป็นผู้สอบถาม



“อันตรายิกธรรม” คือคุณสมบัติของผู้ที่จะบวชภิกษุณีมี ๒๔ ข้อ (พระภิกษุมี ๑๓ ข้อ) การสอบถามอันตรายิกธรรมของภิกษุณีเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการอุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายขึ้น กล่าวคือในยุคแรกของการบวชภิกษุณีนั้นพระพุทธเจ้ามอบภาระการบวชภิกษุณีให้คณะภิกษุสงฆ์เป็นฝ่ายจัดการทั้งหมด แม้การสอบถามอันตรายิกธรรมก็ดำเนินการโดยภิกษุ เมื่อภิกษุเป็นฝ่ายสอบถามอันตรายิกธรรมกับนางสิกขมานาจึงเกิดความขลุกขลัก เพราะคำถามประกอบไปด้วยเรื่องอวัยวะเพศและรอบเดือนของสตรี เช่นถามว่า ท่านมีรอบเดือนหรือไม่ ท่านมีอวัยวะเพศสมบูรณ์แบบผู้หญิงหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้นางสิกขมานารู้สึกเขินอายที่จะตอบเพราะผู้ถามเป็นบุรุษเพศ ในที่สุดพระพุทธเจ้าจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการให้คณะภิกษุณีสงฆ์เข้ามามีส่วนในการสอบถามอันตรายิกธรรมด้วยการจัดให้มีปวัตตินีเป็นอุปัชฌาย์ฝ่ายหญิงและมีกรรมวาจาริณีฝ่ายหญิงเพื่อสอบถามอันตรายิกธรรมกับนางสิกขมานาโดยตรง เมื่อผู้หญิงถามผู้หญิงด้วยกันเองก็เกิดความสะดวกใจไม่ต้องเขินอาย สาเหตุที่การบวชภิกษุณีต้องบวชกับสงฆ์สองฝ่ายจึงมีด้วยประการฉะนี้


            สำหรับการบวชภิกษุณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อกรรมวาจาริณีสอบถามอันตรายิกธรรมจำนวน ๒๔ ข้อกับนางสิกขมานาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ปิดท้ายด้วยการสวดญัตติจตุตถกรรมโดยมีคณะภิกษุณีสงฆ์จำนวน ๑๕ รูปเป็นสักขีพยาน


“ญัตติจตุตถกรรม” คือการสวดคู่โดยพระภิกษุหรือภิกษุณีที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หรือพระกรรมวาจาริณี (หรือที่เรียกว่าพระคู่สวด) เพื่อสวดขอมติยินยอมให้ผู้ขอบวชที่อยู่เบื้องหน้าสงฆ์ได้มีสถานะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีตามคำขอบวช  หลังจากที่กรรมวาจาริณีสวดญัตติจตุตถกรรมจบถือว่าสิกขมานาทั้ง ๘ รูปสำเร็จเป็นพระภิกษุณีเป็นลำดับแรกแต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากต้องได้รับการสวดญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุเป็นลำดับถัดมา ดังนั้นจากนี้ไปจึงเป็นวาระของคณะพระภิกษุสงฆ์เข้าสู่เขตพัทธสีมาโดยคณะภิกษุนั่งฝั่งตรงข้ามกับคณะภิกษุณี มีพระอุปัชฌาย์นั่งเป็นประธานตรงกลางพร้อมด้วยพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อนั้นภิกษุณีทั้ง ๘ รูปผู้ผ่านการบวชจากคณะภิกษุณีสงฆ์เข้าทำความเคารพพระอุปัชฌาย์ผู้เป็นประธาน จากนั้นพระกรรมวาจาจารย์ฝ่ายภิกษุทำการสวด “ญัตติจตุตถกรรม” ให้กับภิกษุณีทั้ง ๘ เป็นลำดับ มีคณะภิกษุและภิกษุณีร่วมนั่งเป็นสักขีพยานในเขตสงฆ์

           

               

                                 นาคินีเข้ากอดคุณพ่อ - คุณแม่ ก่อนจะเข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรี

           เมื่อพระกรรมวาจาจารย์ฝ่ายภิกษุสวด “ญัตติจตุตถกรรม” จบถือว่าภิกษุณีทั้ง ๘ รูปสำเร็จการอุปสมบทเป็นภิกษุณีอย่างสมบูรณ์ด้วยสงฆ์สองฝ่ายถูกต้องตามพระธรรมวินัย จากนั้นปิดท้ายด้วยพระอุปัชฌาย์สวดอนุศาสน์ ๑๑ ข้อให้กับนางภิกษุณีทั้ง ๘ ได้รับฟัง อนุศาสน์ ๑๑ ข้อประกอบด้วย นิสสัย ๓ คือ บิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า (ภิกษุณีไม่ต้องอยู่โคนไม้เป็นวัตรจึงเหลือเพียงนิสสัย ๓ ) พร้อมด้วยอกรณียกิจ ๘ ซึ่งมาจากสิกขาบทปาราชิก ๘ ข้อของภิกษุณี (สำหรับพระภิกษุฟังอนุศาสน์ ๘ ข้อ)



ตามธรรมเนียมเมื่อเสร็จพิธี ทั้งภิกษุและภิกษุณีผู้บวชใหม่ต้องฟังอนุศาสน์จากพระอุปัชฌาย์ทันทีเพื่อภิกษุหรือภิกษุณีผู้บวชใหม่ได้ทราบว่าตนเองทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้างจะได้ไม่ละเมิดสิกขาบทด้วยความไม่รู้  ทั้งหมดนี้เป็นพิธีกรรมการบวชภิกษุณีเกิดขึ้นที่เกาะยอ จ.สงขลา เป็นวาระที่ชาวพุทธพึงอนุโมทนาที่เมืองไทยมีพุทธบริษัทครบ ๔ แล้ว                                                                                                        

                                                                                              


.
.