วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทุกอย่างไม่เคยว่างเปล่า...จาก บันทึกถึงพ่อ



'ทุกอย่างไม่เคยว่างเปล่า'  จาก  บันทึกถึงพ่อ

พระชาย วรธัมโม                          

                                                                   คมชัดลึก  พุธ  21  พฤศจิกายน  2555



          เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนเพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งไปคือโยมพ่อ ก่อนนี้เคยคิดและจินตนาการอยู่เหมือนกันว่าหากวันใดเราสูญเสียท่านไปคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและทุกข์ทรมาน และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อวันลาจากมาถึงก็เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและทุกข์ทรมาน ทรมานทั้งผู้ที่กำลังจะจากไปและทรมานทั้งผู้ที่ยังอยู่

          ผู้เขียนเคยมีความสงสัยอยู่ลึกๆ เช่นกันว่าหากเราตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่าสมาชิกในบ้านคนหนึ่งหายไปไม่กลับมา การดำเนินชีวิตของสมาชิกที่เหลือและบรรยากาศในบ้านจะเป็นอย่างไร ในที่สุดความสงสัยนั้นก็ถูกทำให้หายไปเมื่อเราต้องประสบกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

          เราพบว่ามันคือความว่างเปล่า คือห้วงเวลาของความคิดคำนึง อาลัยอาวรณ์ เศร้าสลด กึ่งหลับกึ่งตื่น คล้ายกับกำลังตกอยู่ในห้วงของความฝัน ทางกายก็มีอาการรับประทานอาหารไม่ลง ทางจิตก็มีภาวะหดหู่ซึมเศร้าไม่เบิกบาน ภาวะของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นอย่างนี้นี่เอง

          แต่ประสบการณ์การลาจากสำหรับแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนบอกว่าตอนพ่อแม่เสียก็สามารถยอมรับและผ่านสถานการณ์นั้นไปได้ด้วยดีไม่มีร้องไห้ ไม่หดหู่ซึมเศร้า แต่ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะผ่านไปได้ด้วยดีหรือผ่านไปด้วยความยากลำบาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังผ่านไปก็คือการเรียนรู้

การลาจากเป็นความทุกข์ทรมานก็จริงแต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปทุกสิ่งทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางของมันเอง ไม่มีความทุกข์ทรมานใดจะคงทนอยู่อย่างถาวรตราบเท่าที่เราไม่ยึดติดมันไว้ เมื่อถึงเวลาความทุกข์นั้นก็ต้องสูญสลายไปเหลือไว้แต่ความทรงจำและภาพของความรู้สึกดีๆ และชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

          ที่ผ่านมาผู้เขียนมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพ่อที่อยากแบ่งปัน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน

          แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับโยมพ่อเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นเท่าไรเพราะโยมพ่อไม่เคยยอมรับการออกบวชของผู้เขียนเลย

โยมพ่อเกิดที่เมืองจีนลงเรือหนีความยากจนจากประเทศจีนมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ ถ้าไม่หนีมาอยู่เมืองไทยก็ต้องเป็นลูกชาวนายากจนอยู่ที่นั่น เวลานั้นญาติๆ ของพ่อก็สนับสนุนให้อพยพไปอยู่เมืองไทยกัน เมื่อมาอยู่เมืองไทยก็มีชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ต้องดิ้นรนขายผักตั้งแต่เล็ก พ่ออ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้แต่พูดไทยได้และเขียนภาษาจีนเก่ง  เมื่อโตขึ้นแต่งงานกับแม่ก็หันไปขายก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ไปเป็นหัวหน้าคนงานดูแลสวนส้มรังสิตของมหาเศรษฐีท่านหนึ่ง จากนั้นก็ออกมาเช่าที่ดินทำไร่ส้มด้วยตนเองจนกระทั่งได้กำไรมีที่ดินเป็นของตนเองไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลาน จะได้ไม่ต้องไปเช่าที่เขาอยู่จนสามารถสร้างหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงหวังให้ลูกๆ ขยันทำมาหากิน แต่เมื่อมีลูก จู่ๆ ลูกก็ออกไปบวชถึงสองคน ในความคิดของพ่อจึงมองว่าพ่ออุตส่าห์หนีความยากจนมาอยู่เมืองไทย เหตุไฉนลูกจึงไม่บากบั่นเหมือนพ่อ เหตุไฉนลูกจึงสิ้นไร้ไม้ตอกต้องไปบวชอยู่วัดขอเขากินไม่ขยันทำมาหากิน นั่นเป็นสิ่งที่พ่อไม่สามารถรับได้  ในขณะที่ลูกเห็นว่าครอบครัวมีวิบากกรรมบางอย่างที่คอยสนองผล การมีบุคคลในบ้านออกบวชน่าจะช่วยลดทอนวิบากกรรมนั้นได้บ้าง แต่นี่ก็เป็นเรื่องยากที่พ่อจะเข้าใจ

โยมพ่อกับโยมแม่และลูกสองคนแรก เด็กชายที่ยืนคือพี่ชายคนโต ส่วนโยมแม่กำลังอุ้มลูกสาวคนที่สอง หลังจากภาพนี้ผ่านไปหลายปียังมีน้องๆ คลานตามมาอีก ๘ คน ผู้เขียนเป็นคนเล็กสุด โยมแม่ยังมีชีวิตอยู่ปัจจุบันอายุ ๘๕ ปี


          เมื่อมุมมองชีวิตของเราเป็นไปคนละแนวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนพ่อลูกเปรียบเหมือนกับ รางรถไฟอันเป็นเส้นขนานที่ยากจะมาบรรจบกัน เมื่อเราไปบ้านเราเห็นหน้ากันเราไม่เคยพูดจาปราศรัยกันเลยจนแทบจะนับได้ว่าในปีหนึ่งๆ เราคุยกันกี่ครั้ง หลังจากบวชบางช่วงผู้เขียนก็ไม่ได้กลับบ้านเป็นปีๆ เพราะเราพูดกันคนละภาษา ความสัมพันธ์ของเราเหมือนกับรางรถไฟจริงๆ

          แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อวันเวลาผ่านไปโยมพ่อชราภาพมากขึ้น มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน เริ่มจากโรคถุงลมโป่งพองอันเนื่องมาจากบุหรี่ที่พ่อสูบมาตั้งแต่วัยรุ่นจนทำให้พ่อตัดสินใจเลิกบุหรี่เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ตามด้วยโรคต่อมลูกหมากโตพร้อมด้วยโรคนอนไม่หลับและมีอาการชาที่ช่วงขา บางครั้งก็เป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

          นี่จึงเป็นเหตุให้พ่อกับลูกมีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น เราพยายามกลับบ้านให้บ่อยเพื่อเยี่ยมพ่อถามถึงสารทุกข์สุขดิบของพ่อ พ่อก็มีโอกาสถามถึงสารทุกข์สุขดิบของลูก วันหนึ่งเราเห็นพ่อต้องกินยานอนหลับทุกวันจึงถามถึงอาการนอนไม่หลับของพ่อ เพราะยาไม่ใช่อาหารหากไม่จำเป็นเราไม่ควรกินยาบ่อยๆ แต่ด้วยอาการนอนไม่หลับพ่อจึงต้องพึ่งยานอนหลับทุกวัน

          วันนั้นเราถามพ่อว่าเป็นอะไรทำไมนอนไม่หลับ คำตอบของพ่อทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจเมื่อพ่อตอบว่าเหตุที่พ่อนอนไม่หลับเพราะตั้งแต่อาเฮีย (พี่ชายคนโตของผู้เขียน) เสียชีวิต ก็ไม่มีใครขับรถออกไปช่วยขายปุ๋ยเลย (การขายปุ๋ยของพ่อในช่วงเวลานั้นเป็นรายได้หลักเข้าบ้านทางหนึ่ง) แม้ลูกคนอื่นจะช่วยขับรถแทนให้แต่ก็ไม่ดีเท่ากับพี่ชายคนโต เมื่อขาด มือขวา ที่สำคัญของการทำมาหากินพ่อจึงนอนไม่หลับ เพราะเป็นห่วงครอบครัวกลัวว่าครอบครัวจะลำบากและยังมีหนี้สินพะรุงพะรัง พ่อจึงเริ่มคิดมากและนอนไม่หลับมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นเวลา ๙ ปีแล้วที่พ่อต้องพึ่งยานอนหลับ

          สิ่งที่พ่อเล่าให้ฟังทำให้เรามองเห็นความรักความห่วงใยของพ่อที่มีต่อครอบครัว เพราะความรักความห่วงใยทำให้พ่อกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ วันไหนไม่ได้กินยาก็จะนอนไม่หลับ การนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่ทรมานแต่พ่อก็ต้องอดทนไปกับมัน

          การที่บทบาทของพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวถูกกำหนดให้ต้องออกไปทำหน้าที่หาเงินนอกบ้าน ทำให้เป็นเรื่องยากที่ใครๆ จะสามารถมองเห็นความรักของพ่อที่มีต่อครอบครัวได้

          ๕ ปีสุดท้ายก่อนที่พ่อจะเสียชีวิตความสัมพันธ์ของเราดีขึ้นเป็นลำดับ เราพยายามหาเวลาไปเยี่ยมท่านให้บ่อยขึ้น พยายามหาเรื่องชวนคุย เราได้เห็นสังขารของพ่อที่ร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว จากคนที่เคยแข็งแรงเป็นหัวหน้าครอบครัวเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว กลายเป็นคนแก่วัยชราผมขาวจนบางครั้งแทบไม่มีเรี่ยวแรงเดินแม้แต่จะไปห้องน้ำก็ต้องคอยพยุง ผู้เขียนเริ่มรู้แล้วว่าเวลาที่เราใกล้ชิดกันเริ่มเหลือน้อยลง มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญจริงๆ เมื่อความสัมพันธ์ของเราพัฒนามาถึงขีดสุดเมื่อวันหนึ่งพ่อถามว่า พระฉันข้าวหรือยัง ในชีวิตพ่อไม่เคยทักทายผู้เขียนเลยว่าฉันข้าวหรือยัง คำถามนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งว่าพ่อยอมรับการใช้ชีวิตเป็นนักบวชของลูกแล้ว

ในที่สุดผู้เขียนจึงมีโอกาสสอนท่านให้รู้จักการเจริญสติในลมหายใจเข้าออกด้วยการภาวนาพุทโธ แต่คนแก่ในวัย ๘๕ ปีจะเข้าใจการกำหนดลมหายใจได้มากมายอะไร อย่างมากก็ทำได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว แม้แต่การจะสอนในช่วงเวลาที่ท่านยังเป็นหนุ่มก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะโยมพ่อไม่ได้ศรัทธาชีวิตนักบวชของลูกมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องยากที่ท่านจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ดีที่สุด

แท้จริงแล้วการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ดีที่สุดคือการนำพาท่านให้เกิดศรัทธาและปัญญาในพระศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนำพาท่านให้เข้าใจใน ไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา การเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ดี แต่จะดีเลิศหากเราสามารถนำพาท่านให้รู้จักการปฏิบัติภาวนาทำใจให้สงบและปล่อยวาง นี่ถือเป็นการตอบแทนท่านทางจิตวิญญาณทีเดียวเพราะทำให้ท่านได้เรียนรู้พัฒนาจิตใจตนเอง แม้ละสังขารไปแล้วหากยังไม่ไปนิพพานอย่างน้อยจิตย่อมไปสู่สุคติ

ผู้เขียนไม่เสียใจที่ไม่สามารถสอนโยมพ่อให้รู้จักการภาวนาได้อย่างที่คาดหวังเพราะเข้าใจในเหตุปัจจัยดี แต่อย่างน้อยเราสามารถทำให้ท่านยอมรับการบวชพระของเราได้นี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว จะเป็นเรื่องน่าเสียดายขนาดไหนหากเราไม่ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายด้วยกันเพื่อเรียนรู้ที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีถึงขั้นนี้ ต้องบอกว่าเป็นการ เลือกใช้โอกาส ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากกว่า

ถึงตรงนี้ผู้เขียนอยากบอกว่าเรามีเวลาเหลือน้อยแล้วสำหรับการดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ คุณผู้อ่านมีพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่ หากมีก็ควรใช้โอกาสที่เหลือใกล้ชิดกับท่านให้มากที่สุดก่อนที่เวลาของคุณกับท่านจะหมดลงและไม่ควรพูดว่าไม่มีเวลา อย่างน้อยควรหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้างเพื่อคุณจะได้ไม่ต้องมาตัดพ้อในภายหลังว่า รู้อย่างนี้ฉันมาเยี่ยมมาดูแลท่านบ้างก็ดี

สำหรับผู้เขียนเลือกใช้โอกาสสุดท้ายด้วยการกลับบ้านให้บ่อยที่สุด บางครั้งก็นอนในห้องเดียวกับพ่อและยังรู้สึกดีที่ได้ใกล้ชิดท่านในช่วงเวลาสุดท้าย นั่นเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราได้ปฏิบัติท่านก่อนที่จะสูญเสียท่านไปในที่สุด..คนเรามีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปเราไม่อาจเรียกโอกาสนั้นให้กลับคืนมาได้อีก.

                                                  นอนหลับอย่างสงบนิรันดร์

** เรียบเรียงจากปาฐกถาธรรมก่อนฌาปนกิจศพโยมพ่อของผู้เขียน นายซูเหมียง แซ่อึ๊ง วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  ณ วัดเขียนเขต  ปทุมธานี

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วจีทุจริต ใน Innocence of Muslims




วจีทุจริต ใน Innocence of Muslims                                     
พระชาย วรธัมโม
                                                          คมชัดลึก  7  พฤศจิกายน  2555



อิสลามแปลว่า สันติ

ปรากฏการณ์ต่อต้านหนัง Innocence of Muslims อย่างรุนแรงได้กระจัดกระจายไปยังประเทศมุสลิมหลายประเทศ สถานทูตสหรัฐในประเทศมุสลิมกลายเป็นเป้าหมายของการชุมนุมและก่อความไม่สงบ ที่อียิปต์มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ ๒๐๐ คน อินเดียผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ ๒๕ คน ลิเบียมีผู้เสียชีวิต ๑๔ คน หนึ่งในนั้นคือเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำลิเบีย เยเมนมีผู้เสียชีวิต ๔ คน ตูนิเซียมีผู้เสียชีวิต ๔ คน อินโดนีเซียมีผู้บาดเจ็บ ๗ คน ที่ประเทศไทยมีการชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเช่นกัน ทั้งหมดนี้ได้ตอกย้ำอคติและความเข้าใจผิดซ้ำๆ ให้กับชาวมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเรื่องการใช้ความรุนแรง  

คงไม่ดีแน่หากมีใครมาพูดกับเราว่า ศาสนาของคุณเป็นพวกนิยมความรุนแรง” 

ฉันใด ... ชาวมุสลิมก็ฉันนั้น คงไม่มีชาวมุสลิมคนไหนรู้สึกดีหากมีใครมาพูดว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของความรุนแรง’ 

ถ้าเราเข้าใจว่าชาวมุสลิมชอบใช้ความรุนแรงเป็นคำตอบ นั่นหมายความว่าเรากำลังตกเป็นเหยื่อความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของชาวมุสลิมที่ปรากฏผ่านสื่อ  

ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วมีชาวมุสลิมจำนวนไม่น้อยรักความสงบ พวกเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการโต้ตอบด้วยความรุนแรงของชาวมุสลิมที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ของโลก แม้จะเป็นชาวมุสลิมเหมือนกันแต่ด้วยมุมมองและโลกทัศน์ที่แตกต่างกันจึงทำให้ชาวมุสลิมมีวิธีคิดที่หลากหลาย ไม่ได้หมายความว่าชาวมุสลิมจะนิยมชมชอบการโต้ตอบด้วยความรุนแรงเหมือนกันหมดทุกคน

นั่นเพราะ อิสลาม แปลว่า  สันติ



เบื้องหลังเบื้องลึกของหนัง Innocence of Muslims

ภาพยนตร์เกรดต่ำอย่าง Innocence of Muslims ยังคงหาชมได้ในเว็ป YouTube ทั้งๆ ที่เป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลบหลู่ศาสดามูฮัมหมัดโดยเฉพาะ แท้จริงแล้วควรมีการลบหนังเรื่องนี้ออกไปจากเว็ปเพราะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในประเทศมุสลิมหลายประเทศ ทั้งนี้อาจไม่ใช่เพราะอเมริกาสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้นแต่เพราะต้องการแหย่รังแตนเพื่อระเบิดความเกลียดชังมากกว่า

            หนังเรื่องนี้ถูกอ้างว่าใช้ทุนสร้างถึง ๕ ล้านเหรียญสหรัฐ เนื้อหาของหนังหยาบคายเมื่อศาสดามูฮัมหมัดกลายเป็นเสือผู้หญิง นักแสดงนำในภาพยนตร์ต่างออกมาเผยว่าตนถูกหลอกเพราะขณะว่าจ้างถ่ายทำพวกเขาถูกบอกว่ามันเป็นหนังผจญภัยย้อนยุคที่เกี่ยวกับอียิปต์เมื่อ ๒ พันปีก่อน และไม่ได้มีอะไรเกี่ยวพันกับศาสนาหรือไม่เกี่ยวแม้แต่ศาสดามูฮัมหมัด มีเพียงตัวละครมิสเตอร์จอร์จซึ่งเมื่อหนังออกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตมิสเตอร์จอร์จได้กลายเป็นศาสดามูฮัมหมัดด้วยการพากษ์เสียงทับเข้าไปเพื่อให้ภาพยนตร์เป็นไปในแบบที่ผู้อยู่เบื้องหลังต้องการ หนำซ้ำชื่อเรื่องก็ถูกเปลี่ยนจาก Dessert Warriors เป็น Innocence of Muslims หมายความว่าการหลอกลวงนักแสดงอาจถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

            นักแสดงหลายคนต่างออกมาแสดงความเสียใจที่ต้องกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระดับประเทศ บางคนรู้สึกตกใจและโกรธจนถึงกับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าหนังที่ตนแสดงถูกบิดเบือนเนื้อหาและถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดความขัดแย้งโดยที่ตนเองไม่รู้เรื่องมาก่อน นักแสดงบางคนทำเรื่องฟ้องศาลลอสแองเจลิสเพื่อเอาผิดกับ แซม บาไซล์ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัว หลอกลวง ทำลายชื่อเสียงและจงใจวางแผนให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ในขณะที่แซม บาไซล์กลายเป็นชื่อปลอมของนาย นาคูลา เบสลีย์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ผู้มีเบื้องหลังอันคลุมเครือและไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด กระแสข่าวรายงานว่าเขาใช้เงินเพียง ๖ หมื่นเหรียญสหรัฐในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ ๕ ล้านเหรียญอย่างที่มีการกล่าวอ้าง รวมทั้งผู้กำกับ อลัน โรเบิร์ตก็อาจเป็นนามแฝงเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์บ่อนทำลายศาสนา

           
Innocence of Muslims กับวจีทุจริต ๔ ประการ

                เสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) หรืออีกความหมายหนึ่งคือ เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) เป็นเสรีภาพในการสื่อสารความคิดเห็นของบุคคลผ่านการพูดหรือการแสดงออก รวมถึงพฤติการณ์ใดๆ ในการนำเสนอความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะโดยไม่จำกัดสื่อที่ใช้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นมาก มากเสียจนบางครั้งก็ดูเหมือนจะขาดการควบคุมความพอเหมาะพอดีเหมือนกรณีหนัง Innocence of Muslims
 
อย่างไรก็ตามเสรีภาพในการพูดหรือแสดงความคิดเห็นจะถูกต้องเหมาะสมแค่ไหน เป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ เราสามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิจีทุจริต ๔ เป็นเครื่องชี้วัด คือ 

๑) เป็นการพูดเท็จหรือไม่ ๒) เป็นการพูดส่อเสียดให้คนทะเลาะกันหรือไม่ ๓) เป็นการกล่าวคำหยาบคายหรือไม่ และ ๔) เป็นการพูดเพ้อเจ้อหรือไม่

การที่พุทธศาสนาเสนอขอบเขตการสื่อสารไว้ ๔ ประการก็เพื่อให้ผู้พูดและผู้ฟังได้รับประโยชน์สูงสุดจากการสื่อสาร ไม่เกิดความขัดแย้ง หากใครสามารถหลีกเลี่ยงวจีทุจริตทั้ง ๔ ประการนี้ได้ก็ถือว่าการสื่อสารนั้นเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ซึ่งแท้จริงแล้วศีลข้อมุสาวาทหรือศีลข้อ ๔ พุทธศาสนาไม่ได้เน้นย้ำให้เราหลีกเลี่ยงการพูดเท็จเท่านั้น แต่พุทธศาสนายังสนับสนุนให้เราหลีกเลี่ยงวจีทุจริตอีก ๓ ข้อที่เหลือด้วยเมื่อนั้นศีลข้อมุสาวาทของเราจึงจะบริสุทธิ์ หากเราพูดคำสัตย์แต่เรายังพูดคำหยาบ เรายังพูดส่อเสียด เรายังพูดเพ้อเจ้อ การพูดนั้นก็ถือว่ายังไม่บริสุทธิ์โดยประการทั้งปวง

กรณีภาพยนตร์ Innocence of Muslims เราพบว่าหนังเรื่องนี้เข้าข่ายวจีทุจริตครบทั้ง ๔ ประการเลยทีเดียว กล่าวคือ เป็นเรื่องโกหกที่ถูกแต่งขึ้น มีเนื้อหาส่อเสียดให้ชาวมุสลิมรู้สึกโกรธเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ มีเนื้อหาหยาบคายเมื่อศาสดามูฮัมหมัดกลายเป็นเสือผู้หญิง และเป็นหนังที่มีเนื้อหาเพ้อเจ้อไร้สาระ
 

ไม่ควรนำรูปศาสดามาล้อเล่น

                ถ้าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อก่อให้เกิดสติปัญญาแล้ว เราไม่ควรนำรูปเคารพหรือเรื่องราวของศาสดาของศาสนาอื่นมาล้อเล่นหรือทำลาย เพราะการกระทำเช่นนั้นถือว่าไม่ให้ความเคารพในความเชื่อที่แตกต่างของเพื่อนศาสนิกชนอื่นๆ 

            ผู้นำอิสลามในอินโดนีเซียออกมาประกาศกับประชาชนของเขาว่าอย่าโกรธแค้นกับหนังเรื่องนี้จนเกินไปนัก ในสถานการณ์ที่ลุกเป็นไฟเช่นนี้ความอดทนอดกลั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ที่ผ่านมาชาวพุทธเองก็ใช้ขันติธรรมไม่น้อยเมื่อเราต้องทนเห็นพระพุทธรูปบามิยันมีอายุเป็นพันปีถูกระเบิดทำลายจนไม่เหลือความงดงามหรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เราต้องอดทนอดกลั้นเมื่อเราเห็นพระพุทธรูปกลายเป็นเครื่องประดับฉากในหนังหลายเรื่องของฮอลลิวู้ด เราต้องอดทนอดกลั้นเมื่อเราพบภาพพระพุทธรูปถูกสกรีนลงบนรองเท้าหรือสเก็ตบอร์ด หรือการตกแต่งพระพุทธรูปให้ดูตลกขบขันเป็นรูปแมคโดนัลด์ 

            แต่ทั้งหมดนั้นก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าแม้ความรักในศาสดาก็ต้องมีสายกลาง ไม่โกรธแค้นหรือไม่ปล่อยวางจนเกินไป มีเมตตากับตนเองและคนอื่นๆ หากมีใครทำไม่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสดาและรูปเคารพเราก็ควรออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อพวกเขาจะได้ยุติการกระทำอันไม่สมควรนั้น เพราะถือเป็นการละเมิดศรัทธาของผู้อื่น ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่มีวันเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นเป็นการทำร้ายจิตใจของเพื่อนศาสนิกชนที่แตกต่าง     
                                
และสุดท้าย Freedom of Speech ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของวจีสุจริต คือ พูดคำสัตย์ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ เพื่อทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากเสรีภาพในการพูด.



วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เดินสันติภาพเพื่อบังคลาเทศ


                                      

                                                          เดินสันติภาพเพื่อบังคลาเทศ
                                   “เราไม่ต้องการความรุนแรง เราต้องการความสงบ

 พระชาย วรธัมโม / เรื่อง ภาพ

                                                                                       คมชัดลึก  จันทร์  8  ตุลาคม  2555

วันอังคารที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕  
 
          ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เราเรียน (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) เพื่อนภิกษุชาวบังคลาเทศมีการพูดคุยนัดแนะกันถึงการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ว่าจะมีการ เดินสันติภาพเพื่อบังคลาเทศ ในกรุงเทพฯ ที่จริงเราคิดว่าจะเบี้ยวรายการนี้เพราะเรามีการบ้านที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันถัดไป แต่เมื่อคิดๆ ดูเพื่อนบังคลาเทศก็คือเพื่อนของเรา เมื่อเพื่อนเดือดร้อนเราน่าจะสละเวลาช่วยเพื่อนสักหน่อยและคิดเสียว่าความทุกข์ของเพื่อนมาก่อนการบ้านก็แล้วกัน

          แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่เราตัดสินใจไปร่วมเดินสันติภาพในครั้งนี้ก็คือนี่ไม่ใช่การเดินเพื่อประท้วงหรือเดินเพื่อรังเกียจเพื่อนชาวมุสลิม แต่เป็นการเดินเพื่อให้เกิดสันติภาวะระหว่างศาสนา เมื่อความคิดของเราชัดเจนเราจึงตัดสินใจไปร่วมเดินเพื่อสันติภาพในครั้งนี้
 

วันพุธที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

          เวลา ๘.๓๐ น. ที่สนามหลวงฝั่งตรงข้ามกับพระแม่ธรณีบีบมวยผมเรามาถึงเป็นคนแรกๆ รู้สึกแปลกใจที่เห็นพระมาแค่ ๔-๕ รูป เพื่อนบอกว่าเดี๋ยวอีกสักครู่ก็คงมากัน ผ่านไปแค่ ๕ นาทีก็เริ่มมีพระภิกษุทยอยกันมาจริงๆ การชุมนุมครั้งนี้เป็นการการนัดหมายกันง่ายๆ หลวมๆ แบบบอกต่อ ใครสนใจมาร่วมก็จงมา ใครไม่สะดวกหรือไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องมาหรือไม่ได้กะเกณฑ์ว่าต้องเป็นชาวบังคลาเทศเท่านั้น เพื่อนภิกษุชนชาติใดที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในบังคลาเทศก็สามารถมาร่วมได้
 
 
                               เวลา ๘.๓๐ น. ได้เวลานัด แต่มีพระภิกษุแค่ ๓ รูป
                     ----------------------------------------------------------------------------------
 
เวลาผ่านไปเดี๋ยวเดียวพระภิกษุประมาณ ๒๕๐ กว่ารูปก็มาชุมนุมกันเต็มบริเวณ นี่เป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยการนำของคณะสงฆ์บังคลาเทศในประเทศไทย หรือ Buddhist Community of Bangladesh in Thailand จุดประสงค์ของการชุมนุมครั้งนี้คือ การเดินสันติภาพเพื่อสื่อสารว่าเราต้องการให้เกิดสันติภาพในบังคลาเทศ สาเหตุเนื่องมาจากปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาชาวมุสลิมในบังคลาเทศได้บุกเผาทำลายวัดพุทธอย่างน้อย ๑๐ แห่ง (บางสำนักข่าวรายงานว่าจำนวนวัดที่ถูกเผาพุ่งสูงถึง ๑๙ วัด) พร้อมกับเผาบ้านเรือนชุมชนชาวพุทธในเมืองรามูทางตอนใต้ของประเทศประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน สาเหตุเพราะชาวมุสลิมไม่พอใจที่พบภาพคัมภีร์อัลกุรอ่านถูกเผาปรากฏบนโปรไฟล์ของเด็กชายชาวพุทธคนหนึ่งบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่าเด็กชายผู้นั้นไม่ได้โพสเองแต่ถูกแท็กภาพผ่านผู้อื่นอีกที

 
 
    เวลาผ่านไปแค่ ๕ นาที พระภิกษุผู้รักความสงบมาชุมนุมกันแน่นบริเวณ
---------------------------------------------------------------------------------------------------
 

การเดินสันติภาพครั้งนี้ ๙๐% เป็นพระภิกษุชาวบังกลาเทศ ที่เหลืออีกประมาณ ๑๐% เป็นเพื่อนภิกษุชาวอินเดีย พม่า และชาวไทย ป้ายรณรงค์หลากหลายขนาดและใบปลิวถูกทำเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วรอให้ทุกคนได้ถือรณรงค์และแจกจ่ายใบปลิวแก่ผู้คนริมถนนเพื่อสื่อสารถึงสันติภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นในบังคลาเทศ ทุกท่านตั้งใจถือป้ายแสดงข้อความกันอย่างเต็มที่ กว่าจะมีการเคลื่อนขบวนก็ใช้เวลาอีกนิดหน่อย 
 
 
  

ระหว่างที่ยังไม่มีการเดินก็ถ่ายรูปกันก่อน 

------------------------------------------------------------------



          สีจีวรตัดกับสีเขียวของหญ้า ด้านหลังคือ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
          เวลา ๙.๐๐ โมงกว่า คณะพระภิกษุนานาชาติเดินเพื่อสันติภาพออกเดินเท้าจากท้องสนามหลวงมีจุดหมายปลายทางคือองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และรัฐสภา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกให้ตลอดเส้นทางเพราะมีการติดต่อไว้ล่วงหน้าแล้ว ระหว่างทางเดินชาวบ้านและผู้คนที่รอรถอยู่ตามป้ายรถเมล์ต่างเฝ้ามองการเดินขบวนของพระภิกษุสงฆ์ด้วยความสนใจ อาจทำให้รถติดบ้างเฉพาะช่วงข้ามถนนแต่ก็ไม่นานนักเพราะเป็นขบวนเดินสันติภาพขบวนสั้นๆ โชคดีที่เช้าวันนี้แดดไม่ร้อนทำให้ไม่เป็นอุปสรรคกับการเดิน

          ป้ายที่พระภิกษุพยายามสื่อสารมีใจความชัดเจนว่า WE WANT PEACE AND HARMONY “เราต้องการสันติภาพและความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ต่อต้านเพื่อนชาวมุสลิมแต่เป็นการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในบังคลาเทศ ระหว่างที่เดินพระผู้ทำหน้าที่คุมขบวนประกาศให้เดินเป็นสองแถว ทำให้การเดินเป็นระเบียบมากขึ้นเนื่องจากตอนแรกเดินกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีการใช้ภาษาบังกลาเทศและภาษาอังกฤษในการสื่อสารควบคุมขบวน 
 
 
                                   เราต้องการสันติภาพและความกลมเกลียว
 
          ----------------------------------------------------------------------------------------------------------

          เวลา ๑๐.๐๐ น. ขบวนเดินเพื่อสันติภาพก็มาถึงจุดหมายปลายทางคือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) มีการจัดป้ายรณรงค์ให้เป็นระเบียบบริเวณหน้าตึก UN เพื่อให้สื่อเก็บภาพไปทำข่าว พระภิกษุหลายรูปทยอยกันพูดผ่านไมค์บอกเล่าถึงความรู้สึกและจุดประสงค์ที่มาร่วมเดินสันติภาพในครั้งนี้ มีพระภิกษุตัวแทนเข้ามอบจดหมายสันติภาพให้กับองค์การสหประชาชาติเพื่อให้องค์การรับทราบถึงสันติภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นในบังคลาเทศ
 
 


 
 
          อย่างที่เราได้รายงานว่าการเดินสันติภาพครั้งนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพระภิกษุชาวบังคลาเทศ อินเดียและพม่า เราจะตระหนักรู้หรือไม่ว่าพระภิกษุในประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียของเราที่ประเทศของท่านๆ มักเจอกับการกดขี่ เจอความรุนแรงและความไม่สงบภายในประเทศของท่านเสมอ ประสบการณ์เหล่านี้ได้บ่มเพาะให้ท่านมีความกล้าหาญในการทำงานเคลื่อนไหวกับสังคม  การชุมนุมลักษณะนี้อย่างน้อยต้องอาศัยหัวใจที่กล้าหาญเพราะนี่เป็นการเดินขบวนในดินแดนที่ไม่ใช่ประเทศของท่าน ท่านอาจจะต้องเสี่ยงกับอุปสรรคหลายเรื่อง แต่บังเอิญประเทศไทยเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระดับหนึ่งจึงทำให้การเดินเพื่อสันติภาพครั้งนี้ได้รับความสะดวกมากกว่าจะเจออุปสรรค
 
 
                     
       คณะสงฆ์กลุ่มนี้เป็นเพื่อนชาวพม่า  Burmese Student Association of Thailand
 
    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
สุดท้าย เราอยากสื่อสารถึงจุดยืนต่อการเดินสันติภาพในครั้งนี้ว่าเราไม่ได้รังเกียจเพื่อนชาวมุสลิม เราไม่ได้ต้องการให้คนที่เห็นขบวนเดินสันติภาพครั้งนี้เข้าใจว่านี่คือการเดินประท้วงชาวมุสลิมในบังคลาเทศหรือประท้วงชาวมุสลิมในประเทศไหนๆ  และเราไม่ต้องการให้มีความรังเกียจกันไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

สิ่งที่เราต้องการคือขอให้บังคลาเทศเกิดสันติภาพระหว่างศาสนา และขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนชาวมุสลิมและเพื่อนชาวพุทธไม่ว่าในประเทศใดก็ตามจงมีความรักใคร่ไม่รังเกียจกัน

แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว.

.



วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Peace Walk For Bangladesh




“Peace Walk for Bangladesh
We don’t need violence, We need Peace
           
Kom Chad Luke , Monday 8th October 2012
Ven. Shine Waradhammo
Student of Buddhist Faculty International Programme, Mahachulalongkornratchavidhayalaya University (MCU), Thailand,




Tuesday 2nd October 2012

        At the Buddhist University where I am studying, Bangladeshi students has appointment for the protest which going to happen in Bangkok tomorrow, it is “Peace Walk for Bangladesh”.  Actually I thought I will skip this event because I have some homework to be finished within the next day.  When I turn back to concern that; Bangladeshi people is my friend, when our friends get suffering we should share our time to help them and regard that friend’s suffering come first.

        And another reason that I decided to go to joint this “Peace Walk” because I realized that this is not the walk to against or to fight or to hate Muslims friends but it is the walk for create peace in Bangladesh.  When my objective was cleared inside I decided to joint this Peace Walk with no hesitate.


Wednesday 3rd October 2012

          8.30 PM at Sanam Luang in Bangkok, opposite the Statue of Mother Earth.  I was here for the first person.  I felt strange that there were only a few monks here.  Some of them said to me, we have appointment here and they are coming soon.  Five minutes later, so many monks gradually have arrived.  This protest just likes a casual and easy appointment as one’s mouth to another’s.  Who easy come, please.  Who busy, no problem.  No limited for anyone. Every monastic of every nations can joint this even, not specific for Bangladesh. Anyone who support for peace in Bangladesh, you are welcomed.  


             At the beginning around 8.30 pm there is just a few monk
           -----------------------------------------------------------------------------------

  
        Just a few minutes later, more than 250 monks have joint together around the area.  This protest was guided by Bangladeshi monks in Thailand in the name of Buddhist Community of Bangladesh in Thailand.  The objective of this protest is to communicate that we need peace in Bangladesh due to 30th September, the Muslims in Bangladesh attacked and burnt more than 10 Buddhist temples and around 100 Buddhist houses.  The cause of this crisis emerged from the Muslims were not satisfied  that they found the symbolic of Koran was burnt on Buddhist boy’s profile in social network of Facebook which the news said that Buddhist boy did not post that picture by himself but he was tagged by another person.


                 A few minutes later, many monks joint together !
              --------------------------------------------------------------------------

        This  Peace Walk, 90% are Bangladeshi Monks, the rest 10% are Indian Monks, Burma Monks and Thai Monks.  Various sizes of the signs and handouts were created and ready to distribute to people on the street to communicate for peace in Bangladesh.  Every monks show the sign with full intention.  After they managed for the Peace Walk for a few minutes then they started to walk.

        9 PM  the International Monks for Peace Walk gradually moved from Sanam Luang to United Nation (UN) and Thai Paliament by the take care from Thai police for the whole route.  People on the street watched the Buddhist Monk march on the street with surprised and curious.  The traffic jammed for a little while because of the short march and the cloudy day support for this march as well.

               The Peace Walk started from Sanam Luang to UN.
           ---------------------------------------------------------------------------------

        The sign has the clear message ‘WE WANT PEACE AND HARMONY’ , not against Muslims friends but support to create peace in Bangladesh.  The conductor monk said during the march, walk as two lines that create the orderly Peace Walk.




        10 PM The Peace Walk has arrived the UN. (United Nations).  We set the signs as the roll in front of the UN building for the journalist to take the photos.  Many monks ‘Hi Park’ there through the micro phone to share their feeling and purpose of this Peace Walk.  The agent monks offered the messages of peace to the United Nations to let they know the expectation of peace in Bangladesh. 






        Most of this Peace Walk combined with Bangladeshi monks, India, and Burma.  Shall we, Thai people concern or not, the Buddhist monks in Asian neighborhood countries often have to experienced with violence, oppression, and restless in their counties.  These experiences cultivate them to brave to work with society.  At least this kind of protest they have to have brave hearts due to this is the protest in the realm of not their own counties.  They may risk for various kinds of obstacles.  By chance this is Thailand, a country which has freedom in one level so this effect to this Peace Walk meet with comfortable more than to meet with obstacles.
 
        Finally, we would like to state to our stand point of this Peace Walk that we do not hate Muslim friends.  We do not need people to get wrong to this Peace Walk as the walking of hating Muslim friends or this Peace Walk against to any Muslim friends in any countries and we do not need to create hate to one another whatever faith we are.
 
 
 

The only thing we need is Peaceful in Bangladesh and let the relationship between Muslim friends and Buddhist friends in any countries full of Love, without hatred.

That is enough.


.

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

'นารีวงศ์' ประวัติศาสตร์วัตร์ภิกษุณีตอน ๓

     
     ‘นารีวงศ์  ประวัติศาสตร์วัตร์ภิกษุณีแห่งแรกในสยาม
     ตอนที่ ๓ ปัจจุบันของวัตร์นารีวงศ์
                                                                           พระวรธรรม เรื่อง / ภาพปัจจุบัน
                                                                                       อุสาห์ รงคสุวรรณ ภาพอดีต
                                                            คมชัดลึก วันพระ  อาทิตย์ 23 กันยายน 2555


            ห่างจากสะพานพระราม ๕ จังหวัดนนทบุรีไปไม่ไกลคืออดีต วัตร์นารีวงศ์ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยของวัตร์นารีวงศ์ให้เห็นอีกแล้ว หากถามผู้คนแถวนั้นว่า วัตร์นารีวงศ์ไปทางไหน พวกเขาจะสั่นหัวและตอบว่า ไม่รู้จัก บริเวณที่เคยเป็นวัตร์นารีวงศ์ปัจจุบันยังคงเป็นบ้านของนรินทร์ ภาษิต เจ้าของบ้านคนปัจจุบันคือลูกหลานผู้ไม่ต้องการเปิดเผยหน้าตาและชื่อเสียงให้เป็นที่รับรู้แก่สาธารณะ เราจึงไม่สามารถเปิดเผยหน้าตาและชื่อเสียงของเจ้าของบ้านให้เป็นที่รับรู้ได้

นรินทร์ ภาษิต ได้ถึงแก่กรรม ณ บ้านหลังนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ด้วยอายุ ๗๗ ปี นางสาระบุตรสาวได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ ด้วยอายุ ๘๘ ปี ในขณะที่นางจงดีผู้น้องอยู่ในวัยชราและได้ย้ายไปอยู่กับลูกหลานที่ต่างจังหวัด ส่วนน้องชายอีก ๓ คนของนางสาระได้ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ผู้เขียนมีโอกาสเดินสำรวจรอบๆ บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งวัตร์นารีวงศ์ บัดนี้กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า บางส่วนเป็นกอหญ้าป่ารก และพบว่าอดีตวัตร์นารีวงศ์แห่งนี้ยังคงหลงเหลือเศษสิ่งก่อสร้างบางอย่างให้ได้รับรู้ว่าในอดีตที่นี่เคยเป็นวัดมาก่อนอย่างน้อยก็ ๓ สิ่ง นั่นคือ ภูเขาจำลอง ซากโบสถ์ และศาลาท่าน้ำ

                     
  ภูเขาจำลอง สิ่งก่อสร้างรูปทรงภูเขาขนาดเล็ก ความสูงประมาณ ๒ เมตร มีต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว ภูเขาถูกตกแต่งด้วยไหและโอ่ง บ่งบอกให้รู้ว่าบ้านหลังนี้เคยมีอาชีพปั้นหม้อดินขาย บนภูเขามีโบสถ์ขนาดจิ๋วสร้างประดิษฐานไว้ แต่ปัจจุบันโบสถ์จิ๋วได้พังทลายลงมา 

..........................................................................................................................................

                * โบสถ์ขนาดเล็กบนภูเขาจำลอง ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑
         บนภูเขามีโบสถ์ขนาดจิ๋วเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าที่แห่งนี้เป็นพุทธสถาน
         ปัจจุบันโบสถ์จิ๋วได้พังทลายลงมาในค่ำคืนที่มีพายุฝนเดือนกันยายน ๒๕๔๖
            ................................................................................................................
                     
 ซากผนังโบสถ์ เป็นส่วนของผนังโบสถ์ที่พังทลายลงมาจากภูเขา เป็นศิลปะปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าปางป่าเลไลยก์ มีรูปช้างกับลิงนั่งหมอบอยู่เคียงข้าง ลายปูนปั้นมีลักษณะสมบูรณ์ 
                    
                     
         *   โบสถ์พังลงมาคงเหลือแต่ผนังโบสถ์ เป็นศิลปะปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้า
                                ปางป่าเลไลยก์ ยังคงความสมบูรณ์สวยงาม 
        ...............................................................................................................................
 
                ศาลาท่าน้ำ สิ่งก่อสร้างชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังคงหลงเหลือให้เห็น หากนั่งเรือจากท่าน้ำนนทบุรีเพื่อเข้ากรุงเทพฯ แล้วหันหน้าไปทางนนทบุรีฝั่งตะวันตกจะแลเห็นศาลาท่าน้ำนี้  เป็นศาลาท่าน้ำสีน้ำตาลทราย ไม่มีการตกแต่งทาสีใดๆ เป็นศาลารูปทรงโบราณที่ดูแปลกตา
                      
                         
                  * ศาลาท่าน้ำ สิ่งก่อสร้างชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดที่เหลือให้เห็นยามนั่งเรือผ่าน
                                                        เป็นศาลารูปทรงโบราณ ดูแปลกตา 

                    ...........................................................................................................................

              จากการค้นคว้าพบว่าวัตร์นารีวงศ์ในอดีตประกอบไปด้วยที่พักสงฆ์รูปทรงตึกสูง ๗ ชั้น ประกอบด้วยชั้นใต้ดิน ๑ ชั้น บนดิน ๔ ชั้น, ดาดฟ้า ๑ ชั้น, หอคอย ๑ ชั้น รวมเป็น ๗ ชั้น แล้วยังมีป้อมซึ่งเป็นบันไดเวียนขึ้นไปบนยอดเสาประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ทั้งหมดมีมูลค่าอยู่ที่หลักแสนสำหรับการก่อสร้างในเวลานั้น 

                      
                     *    ภาพถ่ายวัตร์นารีวงศ์ ริมน้ำเจ้าพระยาที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

                               .................................................................................................

ในอดีต ๘๐ ปีที่แล้วใครสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงขนาดนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะต้องเป็นคนมีฐานะ เรียกได้ว่าวัตร์นารีวงศ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่สะดุดตาที่สุดในแถบริมน้ำเจ้าพระยา หากใครพายเรือผ่านไปมาแถวนั้นก็ต้องฉงนสนเท่ห์ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการสร้างตึกสูงๆ นอกเสียจากเจดีย์หรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนา ตึกที่สูงที่สุดในเวลานั้นคือตึกที่เยาวราชมีความสูง ๙ ชั้น

น่าสังเกตว่าตึกวัตร์นารีวงศ์ที่นรินทร์สร้างมีความหมายของ พระรัตนตรัยแฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมนี้ กล่าวคือ ยอดบนสุดเป็นป้อมประดิษฐาน พระพุทธ  ชั้นสองรองลงมาเป็นหอคอยหรือหอไตรเป็นสัญลักษณ์ของ พระธรรม ในขณะที่ชั้นล่างถัดลงไปเป็นที่พักสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์  นับว่านรินทร์มีหัวคิดในการสร้างมิใช่น้อย เพราะเป็นการนำความหมายของ พระรัตนตรัย มาใส่ไว้ในสิ่งก่อสร้าง น่าเสียดายที่สิ่งก่อสร้างถูกทำลายไปเสียหมด ไม่หลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ เวลานั้นนรินทร์ถูกจำคุกอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช (๒๔๘๖-๒๔๘๘) ซึ่งเป็นการติดคุกครั้งสุดท้ายของเขาในช่วงปัจฉิมวัย ประกอบกับอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ 

ขณะนั้นลูกๆ ทั้ง ๕ คนของนรินทร์โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ลูก ๔ คนลงความเห็นว่าให้ทำลายตึกเสียเหตุผลเพราะจะเป็นจุดเด่นให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดได้ ในขณะที่นางสาระเป็นเพียงเสียงเดียวที่ต้องการให้เก็บรักษาไว้ เมื่อเป็นเพียงเสียงเดียวสิ่งก่อสร้างอันมหัศจรรย์ความสูง ๗ ชั้นของนรินทร์จึงถูกทุบทิ้งตามเสียงข้างมาก ขณะนั้นตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ น่าจะเป็นช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ๒๔๘๘ ที่มีการทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯ เหลือเพียงภูเขาจำลอง ซากโบสถ์ และศาลาท่าน้ำ ซึ่งเจ้าของบ้านบอกว่าจะเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงนายนรินทร์นักต่อสู้

                ผู้เขียนถามเจ้าของบ้านว่าอยากพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าที่อดีตเคยเป็นวัตร์นารีวงศ์แห่งนี้ให้เป็นอย่างไร เจ้าของบ้านตอบว่าถ้ามีเงินมากพอก็อยากพัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม เพราะตัวเธอเองสนใจการปฏิบัติธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

                สุภาพสตรีท่านดังกล่าวได้เล่าเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ทางราชการมีโครงการจะอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นอนุสรณ์สถานให้กับนายนรินทร์ ภาษิต แต่เนื่องจากเกิดอุปสรรคบางอย่างทำให้โครงการที่จะสร้างอนุสรณ์สถานต้องถูกระงับไป จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายว่าบุคคลผู้ริเริ่มสิ่งดีๆ ให้กับสังคมต้องถูกลืมเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความหมายในอดีต

                แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่นรินทร์ ภาษิต ได้ทำไว้ไม่เคยสูญเปล่า ชาวบ้านละแวกนี้ยังคงระลึกถึงคุณงามความดีของเขาจึงไม่ลืมที่จะตั้งชื่อถนนซอยทางเข้าบ้านของเขาว่า ซอยนรินทร์ (กลึง) ผู้เขียนเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าคนที่ทำความดีเพื่อสังคมอย่างน้อยก็ต้องมีคนมองเห็นคุณงามความดีของเขาอย่างแน่นอน เหมือนอย่างที่มีการนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อถนนไว้เป็นอนุสรณ์ แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตมานาน ๖๒ ปีแล้วก็ตาม

         
                          *  ชื่อนรินทร์ ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อถนนทางเข้าบ้านว่า
                                         "ซอยนรินทร์ (กลึง)"  เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ นรินทร์ ภาษิต
                           ......................................................................................................

                แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ณ สถานที่แห่งนี้ย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๘๐ กว่าปีที่แล้วเคยมลังเมลืองด้วยความหมายว่าเป็นวัดแห่งแรกของนักบวชหญิง หากแต่วันนี้หลงเหลือเพียงชื่อและเศษซากของโบราณวัตถุที่ยังคงพอหลงเหลือไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาว่า วัตร์ภิกษุณีแห่งแรกในพุทธศาสนา เคยอยู่ที่นี่

แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะมิได้ไปสู่การรับรู้จากสาธารณะว่านายนรินทร์ ภาษิต และที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในอดีตอย่างไร แต่เชื่อว่าผลงานและวีรกรรมของเขาก็ไม่เคยสูญเปล่า เพราะคนที่ตั้งใจทำดีเพื่อสังคมไม่เคยตายไปจากโลกนี้จริงๆ ... เช่นเดียวกับ นรินทร์ ภาษิต คนนี้.

 
หมายเหตุ : ใจความ แถลงการณ์คณะสงฆ์ ๒๔๗๑
๑. แถลงการณ์คณะสงฆ์ ๒๔๗๑ ขัดกับพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้ามิได้ยกเลิกการบวชภิกษุณี-สามเณรี
๒. แถลงการณ์คณะสงฆ์ ๒๔๗๑ ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายความว่า กฎหมายลูกขัดกับกฎหมายแม่
นอกจากจะขัดกับพุทธบัญญัติแล้วยังขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นตามหลักกฎหมายแล้ว แถลงการณ์คณะสงฆ์นี้เป็นโมฆะตั้งแต่แรกแล้ว
๓. ถึงแม้คณะสงฆ์จะห้ามภิกษุ-สามเณรบวชหญิงให้เป็นภิกษุณี แต่ไม่สามารถห้ามหญิงมิให้ไปบวชจากต่างประเทศได้