วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

Boundary พรมแดนที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า



คมชัดลึก  วันพระ พุธ 4 กันยายน 2556
พระชาย วรธัมโม เขียน

เป็นไปได้ไหมที่จะมีใครสักคนในชีวิตต้องพบเจอกับสถานการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองถึงสามเหตุการณ์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์ทั้งสามนั้นคือ ๑) ความไม่สงบในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒) การชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ และ ๓) การปะทะกันที่เขตชายแดนไทยกัมพูชาด้วยเหตุเขาพระวิหารในปี พ.ศ. ๒๕๕๔  แล้วก็มีคนที่ประสบกับเหตุการณ์ทั้งสามจริงๆ จุดประกายให้ นนทวัฒน์ นำเบญจพล อยากทำหนังสารคดีที่รวมความขัดแย้งทั้งสามเหตุการณ์ให้อยู่ในเรื่องเดียวกัน ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (Boundary) หนังสารคดีความยาว ๑ ชั่วโมง ๓๕ นาทีคือหนังเรื่องนั้น 






อ๊อด เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง เขาคืออดีตพลทหารชาวศรีษะเกษที่ต้องผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศทั้งสามเหตุการณ์ อ๊อดเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่าหลังจากจบ ป.๖ เขาก็ไปบวชเป็นสามเณรอยู่ ๔ ปีเพื่ออาศัยการบวชเป็นหนทางในการศึกษา เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๑ เขาเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารเกณฑ์ เขาจับได้ใบแดงจึงเป็นทหารอยู่ ๒ ปี ช่วงแรกเขาถูกส่งตัวไปประจำการที่จังหวัดสระแก้ว ระหว่างนั้นในกองร้อยมีการเปิดรับสมัครพลทหารอาสาไปประจำการในเขต ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงวันหยุดเขาจึงลากลับไปบ้านที่ศรีษะเกษขออนุญาตพ่อแม่เสนอตัวไปเป็นพลทหารอาสาเพื่อไปประจำการที่ภาคใต้ พ่อบอกว่าแล้วแต่เขา ส่วนแม่สนับสนุนเขาด้วยคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเขาควรไปดูโลกข้างนอกว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ไปเผชิญกับความไม่สงบลำดับที่ ๑

อ๊อดถูกส่งตัวไปประจำการที่เขตตำบลโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส ที่นั่นเขาได้สัมผัสความขัดแย้งของสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างฝ่าย แนวร่วมกับฝ่ายรัฐบาลหนังแทนภาพด้วยการสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ ให้ความรู้สึกราวกับว่าน้ำที่สาดเข้าหากล้องคือห่ากระสุนที่พยายามพุ่งเข้าหาคนดู




หลังจากประจำการอยู่ที่นั่นได้ ๘ เดือนเขาก็ถูกส่งตัวกลับ ต่อมาในเดือนเมษายนปี ๒๕๕๓ เขาถูกส่งตัวไปสลายการชุมนุมของชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวอันเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบลำดับที่ ๒ ที่เข้ามาในชีวิต และหลังจากปลดจากทหารเขาเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ศรีษะเกษในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๔ ที่นั่นเขาต้องพบกับความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเนื่องมาจากกรณีเขาพระวิหารเป็นการต้อนรับการกลับบ้านเกิดของเขาพร้อมกับเป็นการส่งท้ายการเผชิญความไม่สงบลำดับที่ ๓ ในชีวิต

ความน่าสนใจของหนังอยู่ที่การผูกเรื่องให้ ๓ สถานการณ์ความขัดแย้งมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แม้ว่า ๓ เหตุการณ์จะมีความขัดแย้งที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่ทั้งสามเหตุการณ์ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกันตรงที่การแบ่งแยกเป็นเราเป็นเขา เมื่อไรก็ตามที่เราต่างมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเสียแล้ว เมื่อนั้นทั้งเราและเขาต่างก็เริ่มกลายเป็นอื่น แม้ว่าโดยพื้นฐานเราจะมีมือ มีเท้า มีศีรษะเหมือนกัน เป็นคนเอเชียเหมือนกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เตือนสติให้ตระหนักรู้เลยว่าเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน



อ๊อดเผยความรู้สึกตอนเป็นทหารที่ต้องไปเผชิญกับชาวเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัวว่าเขาไม่อยากลงมือกระทำเลยเพราะเขารู้ดีกว่าชาวเสื้อแดงที่มาชุมนุมไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคนอีสานบ้านเดียวกันนั่นเองแต่เขาต้องทำไปตามหน้าที่ที่ถูกสั่งการมาอีกที เขาเล่าให้ฟังว่าเช้าวันนั้นเขาอยู่ในชุดนอกเครื่องแบบ เขากับเพื่อนทหารคนอื่นๆ ต้องไล่ฝูงชนจากแยกคอกวัวไปที่บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้า หากมีการยิงไปที่ประชาชนจริงๆ คงมีคนตายไม่น้อยและเขาคงต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน หนังแทนภาพด้วยคนเอามือตะปบจิ้งหรีดและกบเป็นภาพที่สื่อความรู้สึกได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาพเหตุการณ์จริง 

หนังค่อยๆ พาเราไปสำรวจความขัดแย้งระหว่างไทยกับพูชาซึ่งเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ มีตัวหนังสือขึ้นที่หน้าจอบอกเล่าที่มาที่ไปกรณีเขาพระวิหารว่า

เขาพระวิหารเกิดเป็นกรณีขึ้นในช่วงปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๒ ในปี ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ข้อพิพาทกรณีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารถือเป็นอันสิ้นสุดลง
 
          อีก ๔๕ ปีต่อมา (๒๕๕๐) รัฐบาลกัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ปัญหาปราสาทพระวิหารหันกลับมาสู่ความสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง แต่การหวนคืนของปัญหาพระวิหารครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นปัญหา เพราะเป็นการเมืองหลังการยึดอำนาจในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในช่วงเวลาที่ประชาชนคนไทยแบ่งฝ่ายเหลืองแดงกันอย่างชัดเจน
          ปีถัดมา วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา และผู้แทนยูเนสโกได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ฝ่ายเสื้อเหลืองยกประเด็นการเสียดินแดนของรัฐบาลขึ้นมาประท้วง ทำให้กรณีเขาพระวิหารเป็นวิกฤติการเมือง จนกระทั่งรัฐบาลไทยเปลี่ยนขั้วหันมาคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เหตุการณ์บานปลายเกิดการสู้รบขึ้นบริเวณแนวตะเข็บชายแดนของประเทศทั้งสอง

          มีการยิงกันที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารกัมพูชาเสียชีวิต ๖ นาย ส่วนทหารไทยปลอดภัย ในขณะที่ชาวบ้านจำนวน ๑๘,๖๒๗ คน ต้องอพยพหนีออกจากหมู่บ้านมาอยู่รวมกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย  หนังพาเราไปสำรวจหมู่บ้านที่ปราศจากผู้คน โรงเรียนถูกระเบิดเสียหาย กระจกหน้าต่างแตกละเอียด โต๊ะเก้าอี้กลายเป็นเศษเหล็ก ห้องเรียนต้องซ่อมแซมใหม่หมด บางคนบ้านถูกระเบิดไฟไหม้จนไม่เหลืออะไรเลย ในขณะที่บางคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คราบน้ำตา ความโศกเศร้าของคนที่ยังอยู่ แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ชาวนาเผาหญ้าแห้งในนาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ บางคนเริ่มไถนาในขณะที่บางคนเริ่มหว่านเมล็ด แต่ละภาพแต่ละเฟรมในหนังมีความหมายเราไม่อาจมองผ่านไปเฉยๆ 




        


           ปฏิจจสมุปบาทของเหตุการณ์ในหนังสารคดีเรื่องนี้เริ่มต้นที่การแตกแยกเป็นเหลืองแดงอย่างชัดเจนของคนไทยด้วยกัน นำไปสู่การชุมนุมทางการเมืองเพื่อแสดงพลังว่าไม่มีใครยอมใคร ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็อยู่ในภาวะสุกงอมด้วยรอยร้าวพร้อมจะระเบิดได้ทันทีที่มีใครไปแตะเพียงนิดเดียว การชุมนุมของชาวเสื้อเหลืองเพื่อกดดันรัฐบาลกรณีการสูญเสียพื้นที่ทับซ้อนให้กับกัมพูชากลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบที่เขตชายแดนไทยเขมรไม่ต่างกับโดมิโน่ที่ค่อยๆ ล้มทับกันระเนระนาดไปจนตัวสุดท้ายนั่นคือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวเขตตะเข็บชายแดนฝั่งไทยต้องได้รับเคราะห์กรรมจากโดมิโน่ตัวแรกคือการแตกออกเป็นสองฝ่ายของคนไทยด้วยกัน ยังผลให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาตามแนวชายแดนเกิดรอยร้าว ชาวเสื้อเหลืองอาจจะไม่ได้ผิดอะไรที่ออกมากดดันรัฐบาลแต่การเข้าไปอยู่ในเหตุปัจจัยที่สภาวการณ์พร้อมจะระเบิดจึงกลายเป็นชนวนเชื่อมโยงให้ความไม่สงบเกิดต่อเนื่องกันไปเป็นปฏิจจสมุปบาท

          หนังเรื่องนี้กำลังตั้งคำถามที่สำคัญว่าผลลัพธ์จากความขัดแย้งที่เราเห็นในภาพยนตร์ที่ให้ผลเป็นความรุนแรงส่งต่อกันเป็นลูกโซ่คล้ายโดมิโน่ล้มทับกันเป็นทอดๆ จากศูนย์กลางกรุงเทพฯ ไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วกระเด็นกระดอนไปยังชาวอีสานที่อยู่ตามแนวชายแดนน่าจะสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยมีสติมากขึ้นว่า จากนี้ไปเราจะอยู่กันอย่างไรภายใต้ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เพื่อที่เราจะได้ไม่มีใครต้องได้รับบาดเจ็บเสียหายล้มตายจากความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันเช่นนี้อีก เราจะอยู่กันอย่างไรโดยไม่เปิดโอกาสให้ความคิดเห็นที่แตกต่างต้องแปรสภาพเป็นชนวนระเบิดทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองให้เกิดการบาดเจ็บในแบบที่เราต่างก็ได้รับบทเรียนมาแล้วอย่างถ้วนหน้า          

     
          บางทีคำตอบน่าจะอยู่ที่ชื่อหนัง Boundary ซึ่งหมายถึง พรมแดน เรามีพรหมแดนชื่อ อคติ ที่คอยขวางกั้นไม่ให้เราเกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้กับใครสักคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนเสื้อแดงในฐานะที่เราเป็นคนเสื้อเหลือง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนเสื้อเหลืองในฐานะที่เราเป็นคนเสื้อแดง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจชาวมุสลิมในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนกัมพูชาในฐานะที่เราเป็นคนไทย พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาของคนยากจนต่างจังหวัดในฐานะที่เราเป็นชนชั้นกลางอาศัยอยู่ในเมือง พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศในฐานะที่เราเป็นคนกระแสหลัก พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจวัยรุ่นในฐานะที่เราเป็นผู้ใหญ่ พรมแดนที่ทำให้เราไม่เข้าใจคนกลุ่มน้อยในฐานะที่เราเป็นคนกลุ่มใหญ่ และเรายังมีพรมแดนภายในอีกมากมายหลายอย่าง 

          อันเป็นพรมแดนที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า...



"

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวพระในสื่อภายใต้ความเป็นมนุษย์...ใครผิด ?

คมชัดลึก
วันพระ (พุธ) 14 สิงหาคม 2556
พระชาย วรธัมโม  เขียน


             
             ในบ้านเรามีข่าวพระทำผิดเรื่องเพศปรากฏให้เห็นในสื่อบ่อยๆ มีข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้นแต่ละครั้งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบกับศรัทธาความเลื่อมใสของชาวพุทธไม่น้อย ชาวพุทธบางท่านรู้สึกเสื่อมศรัทธาหยุดใส่บาตรไปเลยก็มี

            ผู้เขียนศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วังน้อย อยุธยา คณะพุทธศาสตร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่นี่เรามีเพื่อนภิกษุมาจากประเทศต่างๆ มากมาย เราพูดคุยกันถึงประเด็นข่าวพระในสื่อ สิ่งหนึ่งที่เพื่อนภิกษุพูดเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ประเทศไทยมีภาพลักษณ์เป็นเมืองพุทธที่สวยงามแต่เวลามีข่าวพระทำผิดเหตุใดจึงมีการประจานข่าวในสื่อกันอย่างโจ่งแจ้งทั้งในโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ตแบบไม่มีการให้เกียรติกันเลย นี่เป็นน้ำเสียงของพระภิกษุต่างชาติที่แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์พุทธศาสนาในบ้านเรา แต่ละท่านแสดงความเห็นว่าที่ประเทศบ้านเกิดของท่านก็มีพระประพฤติผิดทางเพศเช่นกันเพราะพระก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน เพียงแต่กระบวนการจัดการจะไม่มีการปล่อยให้สื่อลงข่าวประจานกันไปทั่วประเทศแบบนี้




            ท่านบุญลี เชร็ง (Ven. Bunly Chhreng) พระเพื่อนชาวกัมพูชาเล่าว่าที่กัมพูชากรณีพระประพฤติล่วงละเมิดวินัยทางเพศ พระผู้ใหญ่จะเข้าไปตรวจสอบ หากมีความผิดจริงก็จะให้สึก และจะไม่มีการให้สื่อเข้าไปทำข่าว

            ท่านอะดิจจะ (U Ardicca) เพื่อนพระชาวไทยใหญ่จากรัฐฉานเล่าว่าประเทศพม่าประกอบด้วยหลายรัฐหลายเชื้อชาติ แต่เวลามีพระกระทำผิดเรื่องเพศโดยรวมแล้วมีวิธีการปฏิบัติเหมือนกันคือพระผู้ใหญ่จะเข้าไปตรวจสอบ หากผิดจริงก็จะให้สึกและจะไม่มีการให้สื่อเข้าไปทำข่าว เพราะชาวพม่ารู้ดีว่าข่าวแบบนี้เสนอไปก็ไม่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ มีแต่จะทำให้ชาวพุทธเสื่อมศรัทธาลงไป

            ท่านวันกวางกึง (Ven. Van Quang Cuong) เพื่อนพระชาวเวียดนามเล่าว่ากรณีพระประพฤติล่วงละเมิดวินัยทางเพศ คณะสงฆ์เวียดนามมีกระบวนการจัดการภายในกันเองจะไม่ให้ตำรวจหรือฆราวาสเข้ามายุ่งเกี่ยว หากมีความผิดก็ให้สึกพร้อมกับมีการควบคุมไม่ให้เป็นข่าวในสื่อ

            ท่านแอริค อวาเล (Ven. Eric Awale) เพื่อนพระชาวเนปาลเล่าว่าในกรณีมีพระประพฤติล่วงละเมิดทางเพศ พระผู้ใหญ่จะเข้าไปจัดการไต่สวนหาความจริงหากมีความผิดก็ให้สึก ส่วนหนังสือพิมพ์จะลงข่าวเพียงเนื้อความสั้นๆ ไม่ถูกนำมาประจานขึ้นหน้าหนึ่งและไม่มีการเผยแพร่ภาพพระผู้กระทำผิด

            ท่านธรรมรักขิตะ (Ven. Dhammarakita) เพื่อนพระชาวศรีลังกาเล่าให้ฟังว่าที่ศรีลังกากรณีพระประพฤติล่วงละเมิดวินัยทางเพศพระผู้ใหญ่จะเข้าไปตรวจสอบ หากมีความผิดจริงก็ให้สึกไปตามระเบียบ ส่วนสื่อเองก็มีจรรยาบรรณคล้ายๆ กับประเทศเนปาลคือจะลงข่าวเพียงตัวหนังสือสั้นๆ ที่ด้านในของหนังสือพิมพ์ ไม่มีการนำภาพของพระที่ประพฤติล่วงละเมิดมาลงประจาน

            สรุปได้ว่าแต่ละประเทศมีวิธีการจัดการแบบเดียวกันคือเป็นการจัดการภายในไม่ให้เป็นข่าว มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่ลงข่าวคือเนปาลกับศรีลังกาและเป็นเพียงข่าวเล็กๆ ไม่มีการนำภาพของพระผู้กระทำผิดมาลงประจาน ผู้เขียนถามว่าแล้วกรณีเป็นพระมีชื่อเสียงมีลูกศิษย์คอยปกป้องกรณีแบบนี้มีบ้างไหม ท่านพุทธะวัมสา (Ven. Buddhavamsa) พระภิกษุชาวอาระข่านรัฐระไคน์ (Rakhine State) ประเทศพม่าบอกว่าที่นี่ก็มีเหมือนกัน หลายปีก่อนพระมีชื่อเสียงในพม่ารูปหนึ่งมีเรื่องชู้สาว ลูกศิษย์พยายามปกป้องช่วยเหลือจนพระรูปนั้นหลบหนีออกไปอยู่นอกประเทศ ก็มีเหมือนกันไม่ใช่ไม่มี

            ผู้เขียนมองคล้ายๆ เพื่อนภิกษุคือประเทศไหนก็มีพระกระทำผิดทางเพศด้วยกันทั้งนั้นเพราะพระก็ยังเป็นมนุษย์ เพียงแต่ว่าอยู่ที่กระบวนการจัดการภายในขององค์กรสงฆ์ประเทศนั้นๆ ว่าจะมีวิธีการจัดการอย่างไร ลำพังองค์กรสงฆ์คงไม่ปรารถนาให้ข่าวพระแพร่กระจายไปในสื่อเพราะรู้ดีว่าข่าวแบบนี้แพร่ออกไปก็ไม่เป็นผลดีกับใครเลย คงไม่มีองค์กรสงฆ์ประเทศไหนอยากสาวไส้ให้กากิน

            กรณีนี้ทำให้นึกถึงประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ไม่มีการนำภาพคนตายมาเผยแพร่ให้เห็นในสื่อเพราะภาพคนตายทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้เสพข่าว หากคนในสังคมเสพข่าวที่รุนแรงทุกวันย่อมส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมโดยรวมของคนในสังคม อาจทำให้คนเกิดภาวะสิ้นหวังซึมเศร้า นี่เป็นสิ่งที่คนทำสื่อในต่างประเทศให้ความสำคัญและรับผิดชอบ สื่อมวลชนในประเทศญี่ปุ่นจึงงดการเผยแพร่ภาพคนตายด้วยเหตุนี้

กลับมาที่การนำเสนอข่าวพระในสังคมไทย ข่าวพระเป็นข่าวที่ทำให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและสิ้นหวังได้เช่นกัน ประเทศต่างๆ จึงงดการนำเสนอข่าวพระที่กระทำผิดทางเพศเพราะภาพและเนื้อหาของข่าวจะช็อคความรู้สึกของผู้คนอย่างแรง หากมีการเสนอข่าวเช่นนี้ซ้ำๆ ย่อมส่งผลกระทบกับจิตใจของผู้คน นี่เป็นประเด็นที่น่าคิดสำหรับการเสนอข่าวพระของสื่อในสังคมไทยที่สื่อมวลชนควรหันกลับมาทบทวนวิธีการเสนอข่าวกันใหม่ จากการที่ผู้เขียนสัมภาษณ์เพื่อนพระชาวต่างชาติทำให้เห็นภาพของผลกระทบรุนแรงที่มีต่อสภาวะจิตของผู้คนทำให้โยมบางคนไม่ใส่บาตร ข่าวร้ายเป็นเรื่องอ่อนไหวที่มีผลกระทบง่ายดาย สื่อมวลชนควรหันกลับมาใส่ใจผลกระทบของผู้คนกับกรณีการเสนอข่าวพระในสื่อก่อนจะสายเกินไป




แม้พระพุทธองค์ยังได้วางวินัยบัญญัติไว้เช่นกันว่า ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่คฤหัสถ์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ นั่นหมายความว่าพระองค์ไม่สนับสนุนให้ภิกษุนำเรื่องไม่ดีในสงฆ์ไปเผยแพร่ออกสู่ภายนอกเพราะเล็งเห็นความเสื่อมศรัทธาที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้คฤหัสถ์ชาวพุทธก็ควรตระหนักรู้ถึงวินัยบัญญัติข้อนี้เช่นกันว่าควรเผยแพร่สิ่งใดไม่ควรเผยแพร่สิ่งใ

            การเรียกชื่อพระที่กระทำผิดในสื่อก็มีการเรียกชื่อจิกหัวกันแรงๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำผิดก็เรียกพระอาจารย์ ครั้นทำผิดคำเรียกขานก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนราวกับว่าบุคคลคนนี้ไม่มีความดีอะไรหลงเหลืออีกแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องซ้ำเติมคนที่ล้มลงไปขนาดนั้นก็ได้ เพียงแค่เรามองเห็นว่าทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีโลภโกรธหลง มีผิดพลาด มีทุกข์ มีเจ็บปวดเหมือนกัน เราเพียงแต่รับรู้ว่ามีพระที่ทำผิดเกิดขึ้น กระบวนการทางสังคมที่มีอยู่จะจัดการตัวมันเอง

            เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นปีที่ท่านติชนัทฮันห์ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเกิดคือเวียดนามเป็นครั้งแรกในรอบ ๓๙ ปี เมื่อท่านกลับไปชาวเวียดนามรายงานให้ท่านทราบว่ามีพระอาจารย์บางรูปประพฤติล่วงละเมิดวินัยทางเพศ ท่านจึงบรรยายให้ชาวพุทธในเวียดนามได้มีสติกับเรื่องนี้ว่า

            เจ้าอาวาสคือผู้สืบทอดจากพระเถระองค์ก่อนๆ ทุกอณูเซล หากอาจารย์ทำผิดทางเพศเราควรช่วยเหลือท่านให้หลุดพ้นจากความผิดด้วยการไม่ประณาม ไม่ตำหนิติเตียนอาจารย์ แต่เห็นว่าทุกคนต่างก็ยังมีความไม่สมบูรณ์ มีความทุกข์เผารนอยู่ ฉันเห็นข้ออ่อนของเธอ เธอเห็นข้ออ่อนของฉัน อาจารย์เห็นข้ออ่อนของลูกศิษย์ ลูกศิษย์เห็นข้ออ่อนของอาจารย์ เราต่างเห็นข้ออ่อนด้อยของกันและกัน

ฉันจากไปเกือบ ๔๐ ปี คนที่อายุต่ำกว่า ๔๐ ต่างก็เป็นลูกหลานของฉัน ถ้าเธอสามารถเรียนรู้การปฏิบัติอย่างที่ฉันกำลังทำอยู่จะเป็นการสร้างการสืบสายขึ้นมาใหม่ มันจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งและความทุกข์ได้ มันจะค่อยๆ ซึมซับอยู่ในสายเลือด  ถึงแม้ท่านจะไม่ดีเราก็ควรกราบท่านในฐานะที่ท่านไม่มีโอกาสรดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์ที่ดี ท่านอาจจะไม่มีอาจารย์ที่ดีคอยสอนหรือคอยสนับสนุนให้เมล็ดพันธุ์ที่ดีเกิดการเจริญเติบโตขึ้นภายใน เมื่อนั้นเราจึงเห็นข้ออ่อนของพ่อแม่ เห็นข้ออ่อนของครูบาอาจารย์ ถึงอย่างไรเราก็ยังสามารถที่จะรักพ่อรักแม่ที่ทำผิดของเราได้ รักครูบาอาจารย์ที่ทำผิดของเราได้ ถ้าเราสามารถเห็นความทุกข์ของท่านเราจะสามารถช่วยท่านได้และมันสามารถช่วยเยียวยาตัวเราเองด้วย   



บางทีคำสอนของท่านติชนัทฮันห์ในเรื่องนี้น่าจะทำให้เราหันกลับมามีสติและสามารถเข้าใจพระที่ทำผิดได้มากขึ้นว่าท่านก็ยังมีความไม่สมบูรณ์และถูกความทุกข์เผารนอยู่...

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โฮ่ง ๆ เมี๊ยว ๆ เลี้ยงแล้วรับผิดชอบด้วย !

พระชาย วรธัมโม                    จันทร์ 15 กรกฎาคม 2556

          ใครไม่เคยอยู่วัดจะไม่รู้เลยว่าแมวหมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในวัดอย่างไร 
          วัดกลายเป็นสถานที่ปล่อยสัตว์ที่ญาติโยมไม่ต้องการ แมวหมาที่เลี้ยงไว้จู่ ๆ วันใดวันหนึ่งหมดความรักความสิเน่หาก็พาไปปล่อยวัด บางครั้งพวกเธอคลอดลูกออกมาเป็นครอกเลี้ยงไม่หวัดไม่ไหวก็จับทั้งคุณแม่คุณลูกใส่กล่องไปปล่อยวัด บางรายก็โหดร้ายมากเกิดมาแค่สัปดาห์เดียวยังไม่ทันหย่านมก็จับเอาแต่คุณลูกไปปล่อยวัด ส่วนคุณแม่เก็บไว้เลี้ยงต่อ ลำพังเอาตัวโตๆ ไปปล่อยวัดก็แย่แล้วนี่แยกเอาเฉพาะลูกแมวลูกหมาทารกเกิดใหม่ไปปล่อยยิ่งเป็นบาปมาก ญาติโยมอย่าพึงทำเด็ดขาด

หมาแมวปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในวัด
แมวหมาเมื่อมีจำนวนมากขึ้นสิ่งที่ตามมาคือโรคเรื้อน ไม่มีพระรูปไหนมาคอยอาบน้ำให้นานไปก็กลายเป็นโรคผิวหนัง โรคผิวหนังของหมาติดต่อกันได้ง่าย บางคราวหมาแมวของโยมเป็นเรื้อนขี้เกียจพาไปรักษาก็นำไปปล่อยวัด ในที่สุดก็เกิดการแพร่กระจายไปยังตัวอื่นๆ กลายเป็นมลภาวะเพราะวัดเต็มไปด้วยสัตว์มีเชื้อโรค หมาแมวเรื้อนไปนอนตรงไหนก็ทำให้บริเวณนั้นสกปรกดูไม่เจริญหูเจริญตา เจ้าอาวาสบางวัดแก้ปัญหาด้วยการห้ามไม่ให้พระลูกวัดให้อาหารหมาแมว หมาแมวจะได้ไปอยู่ที่อื่นหรือตายไปเอง ใครฝ่าฝืนถูกไล่ออกซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ยิ่งทำให้พระเณรและหมาแมวเป็นทุกข์มากขึ้น แม่หมาบางตัวออกลูกแล้วไม่มีใครนำอาหารไปให้กินก็กัดกินลูกตัวเองเป็นอาหาร หมาแมวบางตัวคลอดลูกแล้วหนีปล่อยให้ลูกตายก็มีเพราะพวกเขาก็เบื่อเลี้ยงลูกเป็นเหมือนกัน ใครที่เคยเปรียบเทียบคนว่าไม่รักลูกเท่าหมาแมวเพราะหมาแมวไม่เคยทิ้งลูกตัวเอง คราวนี้คงเห็นชัดขึ้นว่าหมาแมวที่ทิ้งลูกหรือกินลูกตัวเองก็มี 

ปัญหาอันดับถัดมาคือปัญหาเรื่องอึ วัดส่วนใหญ่เวลานี้พื้นราดคอนกรีตกันไปหมดแล้ว เวลาหมาแมวถ่ายอุจจาระปัสสาวะทิ้งไว้จะไม่ย่อยสลายไปไหน หากวัดใดมีพื้นที่ที่เป็นดินอยู่บ้างจะไม่ประสบปัญหามากนักเพราะอุจจาระสามารถย่อยสลายหายไปในดิน ส่วนปัสสาวะก็ซึมลงดินไม่หลงเหลือเป็นคราบบนพื้นปูนให้เห็น
 
สำหรับแมวเป็นปัญหามาก เพราะธรรมชาติของแมวเมื่ออุจจาระแล้วจะกลบด้วยเท้าหน้าเสมอ แต่เมื่อพื้นกลายเป็นพื้นปูนพฤติกรรมของแมวก็เปลี่ยนไปคืออึแล้วเดินหนีหายไปทันที นี่ก็เป็นปัญหาที่เกิดจากการทำพื้นดินให้เป็นปูนซีเมนต์ของวัดเอง วัดควรหลงเหลือพื้นที่ส่วนที่เป็นดินไว้บ้างเพื่อลดมลภาวะอันเกิดจากมูลสัตว์และเพื่อสุขภาวะของคนที่อยู่ในวัดเองโลกจะได้มีพื้นดินไว้หายใจ การราดพื้นเป็นคอนกรีตจนหมดทำให้อากาศร้อนยิ่งขึ้นเพราะพื้นคอนกรีตจะสะท้อนความร้อนออกมาไม่มีพื้นดินให้ดูดซับความร้อนจากแสงแดด ใครที่ยืนอยู่กลางลานคอนกรีตเวลาเที่ยงจะรู้ดีว่าร้อนระอุเพียงใด หากเป็นพื้นดินที่มีต้นไม้หรือหญ้าจะช่วยทำให้พื้นที่บริเวณนั้นร่มเย็น วัดในกรุงเทพฯ ควรเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่าพื้นปูนสีขาว

            ปัญหาอันดับสุดท้ายเมื่อฤดูกาลติดสัตว์มาถึงก็ทำให้จำนวนหมาแมวที่มีอยู่เดิมเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น จำนวนหมาแมวที่เพิ่มขึ้นปัญหาก็เพิ่มตามมา

 
    อย่าเอาผมไปปล่อยวัดเลย สงสารผมบ้างเถิด

มนุษย์และสัตว์ต่างมีความรู้สึกเหมือนกัน
แท้จริงแล้วสัตว์ก็คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากมนุษย์เลย เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษามนุษย์ได้เท่านั้นเอง มนุษย์มีทุกข์สุขเหงาเศร้าอย่างไร สัตว์ก็มีทุกข์สุขเหงาเศร้าเช่นเดียวกัน เวลาเราจับเขาไปปล่อยวัดเขารู้สึกเหงาเศร้า คิดถึงบ้านที่ตัวเองเคยอยู่เคยนอน คิดถึงเจ้าของที่เคยรักเคยเลี้ยงดู ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนเพราะแปลกถิ่น เช่นเดียวกับคนเวลาถูกจับไปทิ้งคนก็รู้สึกเจ็บปวดเหงาเศร้าไม่แตกต่างกัน เวลามีคนเอาไม้ไปไล่ตีพวกเขาๆ ก็ร้องด้วยความเจ็บปวดฉันใด ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากมนุษย์เวลาถูกทุบตีทำร้ายร่างกายฉันนั้น สัตว์เมื่อมีลูกเขาก็รักลูกเหมือนกับที่คนรักลูก เวลาไม่อยากเลี้ยงลูกเขาก็ทิ้งลูกได้ไม่ต่างจากคน สัตว์ก็มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง ดังนั้นเราไม่ควรทำร้ายเขาหรือจับเขาไปปล่อยวัดจะเป็นบาปกับตัวเอง

แมวกับหมาหาอาหารกินเองไม่ได้
แมวกับหมาเป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยคนช่วยเลี้ยงหรือนำอาหารมาให้กิน พวกเขาหาอาหารกินเองไม่ได้ แมวหมาบางตัวจะมีสัญชาติญาณวิ่งเข้าหาคน อยากให้คนมาเป็นเจ้าของของพวกเขาเพราะพวกเขารู้ดีว่าการหาอาหารกินเองเป็นเรื่องลำบากในการมีชีวิตอยู่ หมาแมวบางตัวจึงรีบวิ่งเข้าหาคนอย่างเป็นมิตรทันที 

บางคนคิดว่ากองขยะเป็นแหล่งอาหารของสัตว์จรจัดสำหรับหมาแมว แต่ความจริงก็คือสัตว์ก็เหมือนกับคน คนกินอาหารบูดเน่าแล้วเป็นพิษกับร่างกายอย่างไร สัตว์กินอาหารบูดเน่าก็เป็นพิษกับสุขภาพร่างกายของพวกเขาเช่นกัน  หมาแมวจรจัดจำนวนไม่น้อยป่วยเป็นโรคพยาธิจากอาหารสกปรกที่พวกเขากินลงไปเนื่องจากกินอาหารตามมีตามเกิด การที่เรานำหมาแมวไปปล่อยทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับสัตว์เหล่านี้ไปปล่อยวัดโดยหวังให้พระเณรเลี้ยงหมาแมวแทนเราเป็นบาปอย่างมาก

     หนูน่ารักซะขนาดนี้ อย่าเอาหนูไปปล่อยวัดเลยนะคะ

ทำไมเอาหมาแมวไปปล่อยวัดเป็นบาป
๑. เป็นการทำร้ายสัตว์เพราะทำให้สัตว์เป็นทุกข์อย่างที่กล่าวไว้แล้ว แม้ท่านจะหมดรักพวกเขาแล้วแต่พวกเขายังมีความรักต่อท่านอย่างมั่นคง 
๒. ทำให้วัดสกปรกอันเนื่องมาจากอุจาระของหมาแมวที่ญาติโยมนำมาปล่อยทิ้งไว้ 
๓. เราคาดหวังว่านำหมาแมวไปปล่อยวัดเพื่อพระจะได้ดูแลแทนเรา แต่พระไม่ได้มีหน้าที่และไม่มีเวลาที่จะมาดูแลสัตว์ หมาแมวจึงถูกปล่อยไปตามยถากรรม 
๔. เป็นการผลักภาระรับผิดชอบไปให้วัด ทำให้พระเณรบางรูปต้องสละเวลาส่วนตัวมาดูแลสัตว์ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของพระเณร พระบางรูปต้องเป็นภาระนำหมาแมวไปทำหมันแทนที่จะเป็นหน้าที่ของญาติโยม ต้องซื้ออาหารมาเลี้ยงหมาแมวในที่สุดก็สร้างความลำบากให้กับพระ 
๕. หมาแมวบางตัวเมื่อเข้าไปอยู่วัดก็ต้องผจญกับหมาเจ้าถิ่นภายในวัด หมาแมวบางตัวไปตายในวัดเพราะถูกหมาเจ้าถิ่นกัดตาย หรือบางครั้งไม่คุ้นกับที่อยู่ใหม่เดินไปเดินมาไม่ทันระวังถูกรถญาติโยมที่เข้ามาทำบุญทับตายก็มี บางครั้งก็ถูกพระหรือโยมที่ไม่มีเมตตาเอาไม้ไล่ตีทำร้ายก็มี

ทางออกของปัญหาหมาแมว
          ๑. ญาติโยมควรเลี้ยงพวกเขาให้สุดความสามารถ เลี้ยงดูด้วยความเมตตากรุณา เมื่อเขาเป็นโรคก็พาไปรักษาให้หาย ไม่ผลักความรับผิดชอบด้วยการนำไปปล่อยวัดหรือนำไปทิ้งไว้ที่อื่นจะเป็นบาป
          ๒. นำพวกเขาไปทำหมันหากท่านรู้ตัวว่าไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ การทำหมันไม่ได้เป็นบาป การทำหมันคือการช่วยสัตว์แล้วยังช่วยญาติโยมไม่ให้เป็นภาระที่ต้องมาเลี้ยงดูลูกหมาลูกแมวที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย
          ๓. ช่วยเก็บหมาแมวจรจัดกลับไปเลี้ยงที่บ้านจะเกิดบุญกุศลอย่างสูงเพราะท่านได้อุปการะสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากได้มีที่พึ่งพิงอาศัย

          เพียงญาติโยมปฏิบัติ ๓ ข้อนี้ก็ถือเป็นบุญกับตัวท่านเองมากมาย เพราะอย่างน้อยท่านก็ได้มีส่วนทำให้วัดและพื้นที่สาธารณะมีความสะอาดปราศจากมลภาวะและเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตา ในประเทศที่เจริญแล้วประชาชนของเขามีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยง ประเทศของเขาจึงสะอาดมีระเบียบอีกทั้งเป็นการเมตตากับสัตว์ เราหวังว่าต่อไปนี้ญาติโยมจงหยุดทำบาปกับหมาแมวของท่านเสียที.     
           


ของฟรี :
ศูนย์ทำหมันหมาแมวหน่วยงานราชการเขตดอนเมือง ทำหมันฟรี ๐๒ ๙๒๙ ๙๖๗๕ / ๐๒ ๙๒๙ ๙๐๒๑ หรือสอบถามกรมปศุสัตว์ถึงศูนย์ทำหมันหมาแมวฟรีโดยหน่วยงานราชการใกล้บ้านท่าน ๐๒ ๖๕๓ ๔๔๔๔ ต่อ ๔๑๖๑


วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

The Great Transformation การแปรเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่


พระชาย วรธัมโม                                  คมชัดลึก    เสาร์  8  มิถุนายน  2556


          สามปีที่แล้วตอนเรียนวิชาศาสนาต่างๆ (Religions) อาจารย์ดิออน พีเพิ่ล (Dion Peoples) ให้นักเรียนใช้หนังสือการแปรเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ (The Great Transformation) ของคาเรน อาร์มสตรอง (Karen Armstrong) เราเห็นว่าเป็นหนังสือที่อ่านยากจึงนำไปให้เพื่อนชาวออสเตรเลียฟิลลิป บราวฮิล (Phillip Brownhill) ช่วยแปลให้บางส่วน จึงค้นพบว่าชื่อหนังสือ The Great Transformation มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และน่าสนใจมากพอๆ กับเนื้อหาข้างใน

          ต่อมาเราไปเจอบทความแปลของอาจารย์มัทนา เกษตระทัต ในบล็อก Go to know อาจารย์แปลบางตอนของหนังสือแล้วนำเผยแพร่ในบล็อก จึงมีโอกาสสนทนากับอาจารย์เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดความกระจ่างมากขึ้น บทความนี้เกิดขึ้นได้เพราะ อ.ดิออน อ.มัทนาและเพื่อนฟิลลิป ขอบคุณสามท่านมากๆ

          หนังสือ The Great Transformation เป็นหนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์การเกิดศาสนาต่างๆ บนโลก โดยเรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่ายุคเอเซียล (Axial Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณ ๔๐๐ ปีก่อนพุทธกาลจนถึงประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนขนมเค้กก้อนโต ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เรามีเปรียบเหมือนขนมเค้กชิ้นเล็กๆ ที่ถูกตัดแบ่งออกมาจากขนมเค้กก้อนโต้อีกที การได้อ่านหนังสือเล่มนี้เท่ากับเรากำลังเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของศาสนาในส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจศาสนาที่เรากำลังนับถืออยู่มากยิ่งขึ้น




                                          หนังสือ The Great Transformation




                บทแรกของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงชาวอารยันที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบตอนใต้แถบรัสเซีย ต่อมาชาวอารยันได้แยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งย้ายถิ่นฐานลงไปทางใต้ไปปักหลักอยู่แถวอิหร่านตะวันออก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งย้ายถิ่นฐานลงไปอาศัยในแถบลุ่มน้ำสินธุซึ่งก็คือประเทศอินเดียกับปากีสถานในปัจจุบัน ใครที่เคยอ่านพุทธประวัติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรส จะพบว่าในหน้าแรกก็พูดถึงชาวอารยันที่อพยพมาจากตอนเหนือของภูเขาหิมาลัยลงมาอาศัยแถบชมพูทวีปซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเลย ชาวอารยันกลุ่มนี้คือบรรพบุรุษของกษัตริย์ศากยะวงศ์ เจ้าชายสิทธัตถะก็มีเชื้อสายมาจากชาวอารยันกลุ่มนี้

          ช่วงที่ชาวอารยันยังคงอยู่ที่ทุ่งราบแถบรัสเซีย ช่วงเวลานั้นยังมีความสงบสุขปราศจากสงคราม พวกเขานับถือเทพเจ้าบนฟากฟ้า ต่อมาประมาณ ๗๐๐ ปีก่อนพุทธกาลพวกเขาทำการสู้รบเบียดเบียนทำร้ายกันเองจนกลายเป็นสงคราม ทำให้กลุ่มที่ถูกเบียดเบียนที่เคยนับถือเทพเจ้าบนฟากฟ้าหันมาบูชาเทพเจ้าชื่อมาสด้าแล้ววิวัฒนาการเป็นศาสนาชื่อโซโรอัสเตอร์ กลุ่มที่ถูกเบียดเบียนเชื่อว่าเทพเจ้ามาสด้าสามารถปกป้องพวกเขาจากการถูกเบียดเบียนจากฝ่ายตรงข้าม ศาสนาโซโรอัสเตอร์จึงถือกำเนิดขึ้น ณ บัดนั้น

ศาสนาโซโรอัสเตอร์จัดเป็นศาสนาแรกๆ ที่เกิดชึ้นในยุคเอเซียล ต่อมาชาวอารยันกลุ่มที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานแถบอิหร่านตะวันออกได้นำเอาศาสนาโซโรแอสเตอร์ไปด้วย ศาสนาโซโรแอสเตอร์จึงเจริญอยู่ที่อิหร่านจนวิวัฒนาการกลายมาเป็นศาสนายูดาย คริสต์และอิสลามในดินแดนอิสราเอลซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงในเวลาต่อมา 

          ในยุคเอเซียลนอกจากดินแดนอิสราเอลซึ่งให้กำเนิดศาสนาขึ้นมาแล้ว ยังมีดินแดนอีก ๓ แห่งที่มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับศาสนาและการค้นหาความจริง ในจีนเกิดลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า ในชมพูทวีปเกิดศาสนาฮินดูและพุทธ ในขณะที่กรีกเกิดนักคิดนักปรัชญา โซเครติส เพลโต้ อริสโตเติล มันเป็นเรื่องน่าประหลาดที่จู่ๆ ผู้คนในส่วนต่างๆ ของโลกทั้ง ๔ ดินแดนต่างให้ความสนใจในเรื่องศาสนาและการแสวงหาความจริงของชีวิตขึ้นมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

          The Great Transformation หรือ การแปรเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ ที่คาเรน อาร์มสตรอง นำมาใช้เป็นชื่อหนังสือ อ.มัทนาให้ความเห็นว่ามีความหมาย ๓ นัยยะด้วยกัน

๑)   หมายถึงยุคที่มนุษย์หันมาให้ความสนใจในเรื่องการค้นหาความจริงของชีวิต การเข้าถึงพระเจ้า จนทำให้เกิดศาสนาและปรัชญาขึ้นมาในช่วงเวลานั้น

๒)  หมายถึงศาสนาเกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้คงความเป็นศาสนานั้นตลอดไปแต่มีวิวัฒนาการแปรเปลี่ยนไปเป็นศาสนาต่างๆ เช่น จากโซโรอัสเตอร์พัฒนาเป็นยูดาย จากยูดายพัฒนาเป็นคริสต์และอิสลาม ในขณะที่ฮินดูก็พัฒนาเป็นพุทธ

๓)  หมายถึงการแปรเปลี่ยนตัวเองของผู้นับถือศาสนา คือการเข้าถึงพระเจ้า เข้าถึงพรหม เข้าถึงนิพพาน
คาเรนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกศาสนาต่างมีข้อความบางอย่างที่ต้องการสื่อสารคล้ายๆ กัน นั่นก็คือ หากท่านไม่ชอบให้ผู้อื่นทำกับท่านอย่างไร ท่านก็จงอย่าทำเช่นนั้นกับผู้อื่น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือมนุษย์จงอย่าเบียดเบียนกัน อย่าทำร้ายกัน จงมีเมตตากรุณาต่อกัน ศาสนาและศีลธรรมได้เกิดขึ้น ณ ยุคเอเซียลนี้เอง นั่นหมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านั้นมนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขมาตลอด ความไม่สงบหรือสงครามเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาจนเป็นเหตุให้เกิดศาสนาขึ้น

ดังนั้น ความหมายของศาสนาจึงมีอยู่ ๒ ประการ คือ หล่อหลอมให้มนุษย์มีความเมตตากรุณาต่อกัน และมุ่งหวังให้มนุษย์ละทิ้งอัตตาตัวตนและความเห็นแก่ตัวออกไป แต่เมื่อพูดมาถึงบรรทัดนี้เรากลับพบว่าหลังจากที่เราเริ่มมีศาสนากันมากลับทำให้มนุษย์เราทำสงครามกันในนามศาสนากันมาตลอด คงเพราะเรายึดติดในศาสนามากเกินไปจนทำให้เราลืมความหมายเดิมแท้ของศาสนาว่าศาสนาสอนให้ละวางไม่ใช่สอนให้เรายึดติด บางทีการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นก็คือการก้าวข้ามผ่านฉลากศาสนาที่แปะอยู่กลางหน้าผากแห่งความยึดติดของเราเอง

            คาเรนในอดีตเมื่ออายุ ๑๗ เธอตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นแม่ชีแคทอลิคเพราะเธอต้องการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า เวลาผ่านไป ๗ ปี ระบบในคอนแวนต์ไม่สามารถสนับสนุนให้เธอเข้าใจในพระเจ้าได้ เพราะที่นั่นต้องการศรัทธาเป็นที่ตั้งในขณะที่คาเรนยังมีความสงสัย หลายคำถามที่เธอมีไม่อาจพบกับความกระจ่างได้ ในที่สุดเธอจึงออกมาใช้ชีวิตฆราวาสเมื่ออายุ ๒๔ หลังจากนั้นเธอเริ่มศึกษาศาสนาต่างๆ จนเกิดแรงบันดาลใจให้เธอเขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาออกมา ๑๖ เล่ม หนึ่งในนั้นมีพุทธศาสนารวมอยู่ด้วย จนบางครั้งเธอแทบจะรู้ดีกว่าเจ้าของศาสนานั้นๆ ด้วยซ้ำ ในที่สุดเธอก็ค้นพบการเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความเข้าใจในศาสนา เธอพบว่าแท้จริงแล้วจุดหมายปลายทางของทุกศาสนาแม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น พระเจ้า พรหม เต๋า ความว่าง ความเป็นหนึ่งเดียว อัลเลาะห์ หรือแม้แต่นิพพาน แท้จริงแล้วมันคือความจริงที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด แต่สามารถเข้าถึงได้ด้วยจิตใจและความรู้สึก



                      คาเรน อาร์มสตรอง (๖๙ ปี) ผู้เขียนหนังสือ The Great Transformation

          มีคนเคยถามคาเรนว่าเธอนับถือศาสนาอะไร เธอตอบว่า 
โดยปกติแล้วฉันมักจะตอบแบบเล่นๆ ว่าฉันเป็นคนนับถือพระเจ้าไม่จำกัดศาสนา ฉันอยู่กับพระเจ้าแห่งอับราฮัมทั้งสาม (ยูดาย คริสต์ อิสลาม) ฉันไม่เห็นว่าพระเจ้าองค์ใดจะมีเอกสิทธิ์ในความจริงกว่าองค์ใด หรือไม่เห็นว่าพระเจ้าองค์หนึ่งจะใหญ่กว่าอีกองค์หนึ่ง พระเจ้าแต่ละองค์ต่างมีปรีชาญาณและต่างก็มีหลุมพรางให้เราตกลงไปได้เท่าๆ กัน เมื่อเร็วๆ นี้ฉันเขียนบทความสั้นๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และฉันก็รู้สึกหลงใหลในสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาจิตวิญญาณ ความเมตตากรุณา การละวางตัวตนก่อนเข้าสู่นิพพาน ในมุมมองของฉันแล้วความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นกำลังพูดเรื่องเดียวกัน บนหนทางเดียวกัน แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างกันก็ตาม มันคือเรื่องเดียวกัน

          ถึงที่สุดแล้ว การแปรเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ ในความหมายของ คาเรน อาร์มสตรอง คือการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกศาสนา ไม่ว่าจุดหมายปลายทางของศาสนานั้นจะมีชื่อเรียกว่าอะไรก็ตาม.