วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มาฆบูชา เมื่อความรักผ่านพ้น




พระชาย วรธัมโม / เขียน
คมชัดลึก ศุกร์ 14 กุมภาพันธ์ 2557
Email :  shine6819 [@] gmail.com














            ปลายปีที่แล้ววันคริสต์มาสตรงกับวันพระ มาปีนี้วันวาเลนไทน์ตรงกับวันมาฆบูชา การที่วันสำคัญทางศาสนาของคริสต์และพุทธมาตรงกันเหมือนกำลังบ่งบอกว่าแท้จริงแล้วศาสนาล้วนเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันแห่งความรักตรงกับมาฆบูชาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

            เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึงเรามักจะมุ่งไปที่ภาพการผลิบานของความรักระหว่างคนสองคน ความหวานฉ่ำของความรัก ความรู้สึกอบอุ่นไปกับความรัก วัยรุ่นมีการซื้อสติ๊กเกอร์รูปหัวใจสีแดงเอามาแปะที่เสื้อให้ดูเก๋ไก๋ ใครมีสติ๊กเกอร์รูปหัวใจหลายดวงแปะบนเสื้อแสดงว่าคนนั้นป๊อปปูล่าร์มาก

            สำหรับพุทธแล้วเรามองว่าทุกสิ่งอย่างมีการเริ่มต้น ตั้งอยู่ และสูญสลาย ในเทศกาลแห่งความรักเรามักมองเห็นแต่ด้านผลิบานของความรัก ความสวยงาม ความสดใส แต่เรามักลืมไปว่าความรักก็มีวันสิ้นสุด

            โดยทั่วไปคนหนุ่มสาวไม่ว่าจะรักเพศเดียวกันหรือรักต่างเพศ ต่างค้นหารักแท้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ผู้เขียนมองต่างมุมว่าแท้จริงแล้วรักแท้ที่เราเฝ้าค้นหากันนั้นเป็นเพียงอุดมการณ์ที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมาเอง
 
            เราสร้างอุดมการณ์ความรักขึ้นมาด้วยการเฝ้ารอคนอีกคนหนึ่งให้มารักเรา มาปรนเปรอตัวตนของเราให้พองฟู ให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่าเพราะมีคนมารัก จนบางครั้งเราทุ่มเทให้กับความรักมากจนเกินไป ยึดติดกับคนที่มารักเรามากจนเกินพอดี มากเสียจนคนที่มารักเราขาดความเป็นตัวของตัวเองเพราะเขาถูกคาดหวังให้เป็นไปในแบบที่เราต้องการ คนที่มารักเราจึงขาดอิสรภาพเพราะเขาถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น ต้องมีดอกไม้ให้ทุกวัน วันหยุดต้องไปเดทกัน ต้องรักเราเอาใจใส่เรา ห้ามหันไปมองคนอื่น ความรักแบบนี้จึงไม่ใช่ความรักแต่เป็นความเห็นแก่ตัว อยากให้ตัวเรามีคนมารัก มีคนมาเอาใจใส่ มาพะเน้าพะนอ ในที่สุดตัวตนของเราก็พองฟู แท้จริงแล้วเราไม่ได้รักคนที่มารักเราแต่เรารักตัวเราเองมากกว่า ยามใดคนที่เรารักไมได้ทำให้สิ่งที่เราพึงพอใจเราก็จะรู้สึกโกรธ รู้สึกผิดหวัง ตัวตนของเราก็แทบจะมอดไหม้ไปกับโทสะที่เผารน นำไปสู่การอาฆาตจองเวรคนที่เราเคยรัก





            ดังนั้นรักแท้จึงไม่ได้มีอยู่จริงเพราะเป็นอุดมการณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสองคนจะรักกันจริงจัง ทุกวันเวลาไม่ได้ทำอะไรมีแต่ความรักความคิดถึงที่ส่งให้กันตลอดเวลา แท้จริงแล้วความรักมีวันจืดจางลงไปตามกาลเวลาเหมือนสำนวนที่ว่า “ข้าวใหม่ปลามัน” เริ่มแรกของความรักความสัมพันธ์ย่อมอร่อยเหมือนข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ ปลาก็มีรสชาติหวานมัน แต่หากกินแต่ข้าวมื้อเดิมกับข้าวเดิม ๆ ทุก ๆ วันก็ย่อมมีวันเบื่อหน่ายกันไป  ในที่สุด “ข้าวก็ไม่ได้ใหม่ปลาก็ไม่ได้มัน” อีกต่อไป เป็นไปไม่ได้ที่ความรักจะสดใหม่ตลอดเวลา และเป็นไปไม่ได้ที่ความรักจะไม่มีความขัดแย้งเข้ามาแทรก  อย่างไรเสียในความสัมพันธ์ก็ต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ความสัมพันธ์นั้นจะแก้ไขความขัดแย้งกันด้วยวิธีใด

            บางทีรักแท้อาจจะมีอยู่จริงก็ได้ในแบบที่คนสองคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นต่างหาทางปรับตัวเข้าหากัน แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าคู่รักก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้กันทุกคู่ รักแท้จึงใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ เราทราบกันดีว่าคู่รักแต่ละคู่กว่าจะผ่านความยาวนานของความสัมพันธ์กันมาจากสิบปีเป็นยี่สิบปี จนกระทั่งกลายมาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากแก่ชราลงไปต้องใช้ความอดทนและผ่านการให้อภัยกันมามากมายเพียงใด รักแท้จึงไม่มี มีแต่รักที่อดทน





            กับความรักอีกรูปแบบหนึ่งคือ “รักแท้แค่ชั่วคราว” ตอนที่รักกันอาจจะตั้งความหวังไว้ว่าเราจะรักกันตราบนานเท่านาน ความรักของเราจะไม่มีวันสิ้นสุดเป็นรักแท้ยั่งยืนตลอดกาล แต่เมื่อเหตุปัจจัยมาถึงรักแท้นั้นก็ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม นั่นอาจเป็นรักแท้ก็ได้แต่เป็นรักแท้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มายความว่าให้เราสูญสิ้นศรัทธาไปกับความรัก เพราะการมองความรักว่ามีวันสิ้นสุดเป็นเรื่องของความไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาทในความรักเราก็จะมองความรักอย่างที่มันเป็นจริง ๆ ไม่คาดหวังในความรักมากจนเกินไป ไม่เพ้อเจ้อปรุงแต่งไปกับความรักมากจนเกินพอดี แต่พร้อมจะรับมือกับความไม่เที่ยงของความรักที่จะแปรผันเข้ามา

            มีหลายคนทีเดียวที่ไม่อาจยอมรับได้เมื่อความไม่เที่ยงของความรักปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าต่อตา บางคนไม่อาจทนทานมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไปจนต้องยอมตายไปกับความรักที่สูญสิ้น ในขณะที่ความรักที่จบลงโดยไม่มีห่วงให้ต้องรับผิดชอบก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเท่ากับความรักที่จบลงแต่มีห่วงให้ต้องรับผิดชอบต่อกัน นั่นก็คือลูกที่เกิดมา คู่รักบางคู่สามารถจัดการได้ดีกับความรักที่จบลงแม้จะมีลูกด้วยกัน แต่บางคู่ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรกับสถานะใหม่ในแบบที่ครอบครัวไม่สามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้อีก 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนได้ให้คำปรึกษาชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชีวิตครอบครัวของเขาได้จบลงแล้วแต่เขายังไม่จบ เขาไม่สามารถรับได้กับสภาพการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบัน เมื่อสมัยเริ่มต้นชีวิตคู่ก็ราบรื่นดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปความขัดแย้งก็เริ่มปรากฏ สองคนต่างใช้ความรุนแรงเข้าหากัน ไม่เคยมีการปรับความเข้าใจกัน จนในที่สุดเขาและเธอก็ต้องยุติความสัมพันธ์ลงโดยฝ่ายหญิงเป็นผู้ดูแลลูก



กาลเวลาผ่านไปเขามีอายุมากขึ้น เขาเริ่มมองไปข้างหน้าถึงปัจฉิมวัยที่กำลังจะมาเยือน เขาอยากมีภาพครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาในความหมายของพ่อแม่ลูก แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธ ผู้เขียนจึงให้สติกับชายผู้นั้นไปว่าบางครั้งเราก็ต้องยอมรับความจริงของชีวิตว่าเราไม่สามารถเรียกความสัมพันธ์นั้นกลับคืนมาได้อีก เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันมีแต่การสร้างความเจ็บปวดให้กันและกัน สร้างเวรสร้างกรรมให้กันและกัน ถ้าเรายังยืนยันที่จะอยู่ด้วยกันทั้ง ๆ ที่ฝ่ายหนึ่งปฏิเสธแม้ว่าจะมีลูกด้วยกันมาก็ตาม การกลับมาอยู่ด้วยกันก็รังแต่จะเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด การเดินคนละเส้นทางในเวลานี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ถึงแม้จะเคยเป็นคู่สามีภริยากันมา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งความเป็นสามีภริยาได้สิ้นสุดลงไปก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นพ่อแม่จะยุติลงไปด้วย คุณและเธอก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกแม้จะไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ไม่ได้มีคำว่าครอบครัวแล้ว แต่บทบาทความเป็นพ่อแม่ก็มิได้ยุติลงไป สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้ในเวลานี้ก็คือการดูแลลูกอยู่ห่าง ๆ การช่วยเหลือสนับสนุนเขาในด้านทรัพย์และวัตถุเท่าที่คุณจะสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเหมือนครั้งอดีตก็ได้ 

ในที่สุดชายคนนั้นก็เข้าใจสถานะที่เขากำลังยืนอยู่มากขึ้น ยอมรับมันได้มากขึ้นเพราะที่ผ่านมาเขามีภาพครอบครัวในฝันที่คาดหวังจึงสับสนไปกับสถานะปัจจุบันที่เป็นอยู่

ในท่ามกลางเทศกาลการเฉลิมฉลองความรักแห่งเดือนกุมภาพันธ์ หนุ่มสาวและวัยรุ่นทั้งหลายทั้งที่กำลังค้นหาความรักมองหาความรักและที่กำลังมีความรัก อย่าลืมมองลึกลงไปให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความรักที่มีอยู่จริง นั่นก็คือด้านที่ความรักต้องดับมอดลงไปตามกาลเวลาและด้วยเหตุปัจจัย เราจะได้ไม่เผลอสติหลงทางไปกับความรักที่ผันแปรหมุนเวียนเปลี่นผันไปในสังสารวัฏแห่งนี้. 

....
           

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Countdown นับถอยหลัง สิ่งที่คุณทำไว้

พระชาย วรธัมโม
คมชัดลึก 25 ธันวาคม 2556



          Countdown เป็นหนังที่เข้าฉายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพื่อต้อนรับเทศกาลเคาท์ดาวน์นับถอยหลังจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่ หนังเรื่องนี้มีการนำเอาคำสอนเรื่องการสารภาพบาปของคริสเตียนมาใส่ไว้ในหนังได้อย่างน่าสนใจ  แจ็ค แพม บี สามวัยรุ่นไทยใช้ชีวิตเป็นนักเรียนนอกในนิวยอร์คแชร์ห้องอยู่ด้วยกันเกิดอยากจะหาอะไรทำสนุกๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่าด้วยการนัดซื้อยาทางโทรศัพท์กับพ่อค้ายาชื่อ เฮซุส โดยเฮซุสจะนำยามาส่งให้ถึงห้อง แต่เรื่องสนุกก็กลับกลายเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทเมื่อพ่อค้ายากลับกลายเป็นฆาตกรโรคจิตที่พยายามฆ่าวัยรุ่นเคราะห์ร้ายทั้งสามในคืน Countdown เหตุการณ์นี้จะทำให้ชีวิตของเด็กทั้งสามคนเปลี่ยนไปตลอดกาล

          ความสยองขวัญเริ่มต้นหลังจากที่เฮซุสยื่นกัญชาให้ทั้งสามคนเสพจนเมาได้ที่ จากนั้นเฮซุสก็เริ่มบังคับให้วัยรุ่นทั้งสามคนสารภาพบาปที่แต่ละคนเคยทำไว้เพื่อชำระดวงวิญญาณให้สะอาดก่อนเดินทางไปสู่สวรรค์ด้วยการยิงศีรษะทีละคน



            แจ็คสารภาพว่าเขาโกหกพ่อว่าเขาเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแต่แท้ที่จริงคือเขาทำตัวสนุกไปวันๆ ส่วนแพมสารภาพว่าเธอเอาเงินที่แม่ส่งมาให้เรียนหนังสือไปช็อปปิ้งจนหมดแล้วยังขโมยเงินเพื่อนไปใช้อีกต่างหาก ทั้งแจ็คและแพมยังต้องสารภาพต่อหน้าบีว่าทั้งสองแอบมีอะไรกันทั้งๆ ที่แจ็คเป็นแฟนกับบี ในขณะที่บาปของบีคือการขับรถชนรถยนต์คันหนึ่งตายยกครอบครัว เธอจึงต้องหนีมาอยู่เมืองนอกแล้วปล่อยให้พ่อซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีอำนาจจัดการหาแพะรับบาปให้





ถ้ามองในแง่คำสอนของพุทธก็คือวัยรุ่นทั้งสามคนกำลังทำผิดศีล ๔ ข้อ คือ ฆ่าคนตาย, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ โดยมีการเสพกัญชาเป็นการผิดศีลข้อสุดท้ายครบ ๕ ข้อพอดี เมื่อวัยรุ่นทั้งสามสารภาพบาปเสร็จเฮซุสก็จัดการส่งวิญญาณไปสวรรค์ทีละคนด้วยลูกปืน เหลือบีเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต



            รุ่งขึ้นวันปีใหม่ ๑ มกราคม หนุ่มสาวทั้งสามตื่นขึ้นมาพบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ แค่เนื้อตัวร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียวสะบักสบอมเท่านั้นเอง พวกเขาต่างงุนงงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นความฝันหรือความจริง หรือพวกเขาแค่เมายากันไปเอง เมื่อได้สติรู้สึกตัวแจ็ครีบโทรศัพท์กลับไปสารภาพกับพ่อว่าตนเองยังไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แท้จริงเขาเอาแต่สนุกไปวันๆ แล้วกล่าวคำขอโทษพ่อ ส่วนแพมโทรไปสารภาพบาปกับแม่และขอโทษแม่ที่เอาเงินที่แม่ส่งมาให้เรียนหนังสือไปช็อปปิ้งจนหมดแล้วยังขโมยเงินเพื่อนไปใช้



            ส่วนบาปของบีเธอไม่สามารถโทรไปสารภาพกับใครได้ ทางเดียวที่เธอต้องทำคือกลับไปชดใช้กรรมที่ทำไว้ที่เมืองไทยด้วยการมอบตัวกับตำรวจในคดีชนแล้วหนีซึ่งในที่สุดเธออาจจะต้องเข้าไปอยู่ใน “บ้านเมตตา” อย่างที่เธอบอกกับเพื่อนทั้งสองไว้ จะด้วยความจงใจของคนเขียนบทหรือไม่ก็ตาม บาปของบีที่ขับรถชนแล้วหนีสะท้อนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ กรณีสาวรุ่นวัย ๑๗ ขับรถชนรถตู้บนทางด่วนทำให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งย่านรังสิตเสียชีวิตทันที ๘ ศพ แตกต่างกันตรงที่กรณีของบีเปลี่ยนเป็นตายยกครอบครัว ๔ ศพ



พ่อค้ายาเฮซุสก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าสงสัยไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายพระเยซูที่มาพร้อมกับคัมภีร์ไบเบิ้ลอยู่ในมือ แสงสว่างที่ฉายทาบบนเพดานเหนือศีรษะของเขาที่ดูคล้ายกับแสงออร่าของศาสดาเจ้าลัทธิ เฮซุสรู้ว่าเด็กทั้งสามคนมีบาปอะไรซ่อนเร้นราวกับเขาเป็นพระเจ้าที่รู้ไปหมดเสียทุกอย่าง แม้แต่คำพูดของเขาที่พูดว่า “ใครทำตัวไม่ดีก็ต้องมีคนจัดการ มันเป็นกฎของพระเจ้า หากมนุษย์ทำตัวไม่ดีก็ต้องรับกรรม ต้องเจอกับภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว สึนามิ แต่พระเจ้าก็ทำไปด้วยความรัก” ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวละครเฮซุสมีอะไรบางอย่างคล้ายกับศาสดาพยากรณ์ในศาสนาคริสต์  มีคนตั้งข้อสังเกตว่าฉากที่บีเอาปืนยิงโดนฝ่ามือของเฮซุสก็คล้ายกับตอนที่พระเยซูถูกตะปูตอกบนฝ่ามือตรึงอยู่บนไม้กางเขน ในขณะที่มีผู้รู้บอกว่า Jesus ออกเสียงได้ทั้งจีซัสและเฮซุส ชาวยิวโบราณก็ออกเสียงว่าเฮซุสซึ่งหมายถึงพระเจ้า การปรากฏตัวของเฮซุสจึงดูน่าสงสัยว่าเฮซุสเป็นใคร เป็นพระเจ้าหรือเป็นพ่อค้ายาคลั่งศาสนาสติฟั่นเฟือนที่รอคอยเหยื่อที่หลงโทรเข้ามาแล้วสั่งสอนให้สารภาพบาปแบบรุนแรง เฮซุสมีบุคลิกที่ไม่น่าไว้ใจ มีอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัว อารมณ์แปรปรวนง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ชอบการทรมานสัตว์ และยิ่งไม่น่าไว้ใจมากขึ้นเมื่อเฮซุสพูดไทยออกมา นั่นยิ่งทำให้หนุ่มสาวทั้งสามเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตของพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว



ปืนยิงตะปูในหนังเรื่องนี้ก็มีนัยยะแฝงเร้น ตะปูเป็นอุปกรณ์ที่คนยิวโบราณใช้ตอกมือเพื่อลงโทษคนบาปแล้วตรึงร่างไว้บนไม้กางเขนเหมือนอย่างที่พระเยซูโดนกระทำ ปืนยิงตะปูในหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้โผล่ขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายซ่อนเร้นเกี่ยวข้องกับการลงโทษคนบาปซึ่งหมายถึงแจ็ค แพม บี แม้ว่าปืนยิงตะปูในหนังจะดูไฮเทคไปตามยุคสมัยก็ตาม


เลข ๑๓ ถือเป็นตัวเลขแห่งความโชคร้าย ในหนังนำตัวเลขนี้มาใช้ เมื่อแจ็คไปเจอนามบัตรของพ่อค้ายาที่ถูกฉีกทิ้งไว้ แต่หมายเลขโทรศัพท์ตัวสุดท้ายขาดหายไป พวกเขาจึงเดาว่าเป็นเลข ๑๓ ทำให้โชคร้ายไปเจอกับพ่อค้ายาคลั่งศาสนาโดยตัวเลขที่หายไปคือหมายเลข ๑๘ อพาร์ทเม้นท์ที่พวกเขาอยู่คือหมายเลข ๑๓๐๖ ชั้นที่ ๑๒A ซึ่งก็คือชั้นที่ ๑๓ ในอเมริกาจะหลีกเลี่ยงเลข ๑๓ ด้วยการใช้เลข ๑๒A แทน และปีที่เกิดเหตุการณ์ในหนังคือปี ๒๐๑๓                        


                                                                            
            ประเด็นที่พูดถึงกันมากสำหรับตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นทั้งสามคนในคืนส่งท้ายปีเก่าคืออะไรกันแน่ ฝันร้ายหรือประสาทหลอนจากการเสพยาหรือว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ สำหรับผู้เขียนแล้วจะเป็นอะไรก็ได้แต่ก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการจบแบบหักมุมของหนังเรื่องนี้มีการอิงกับเรื่องราวการฟื้นคืนชีพของพระเยซูหลังถูกตรึงบนไม้กางเขน

วัยรุ่นทั้งสามฟื้นขึ้นมาในเช้าวันที่ ๑ มกราคม ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ นั่นหมายความว่าวัยรุ่นทั้งสามอาจจะฟื้นคืนชีวิตเหมือนกับที่พระเยซูฟื้นคืนชีพหลังจากถูกตรึงบนไม้กางเขนก็ได้ แล้วนำไปสู่การสารภาพบาปกับพ่อแม่เพื่อกลับตัวเป็นคนดี ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วง ๑๐ นาทีสุดท้ายของหนังที่พยายามพูดถึงการสารภาพบาปและการยอมรับผิดของวัยรุ่นทั้งสามคนอันนำไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่

            เชื่อว่ามีวัยรุ่นหลายคนทีเดียวอาจจะรักสนุกมากจนบางครั้งทำบาปกับพ่อแม่ด้วยการหลอกเอาเงินพ่อแม่ไปเที่ยวเล่นในขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานหนักส่งเงินให้ลูกเรียนหนังสือ การทำเช่นนี้ถือเป็นการทำบาปกับพ่อแม่อย่างร้ายกาจทีเดียว เมื่อเราหลอกลวงท่านก็เท่ากับเรากำลังทรยศบุคคลที่มีบุญคุณกับเรามากที่สุดในโลกคนหนึ่ง การสารภาพบาปแล้วกลับตัวเป็นลูกที่ดีถือเป็นการไถ่บาปที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากผลบาปที่เราได้ก่อไว้กับผู้บังเกิดเกล้า

            หรืออาจมีบางคนกำลังตกที่นั่งเดียวกับบี อาจจะด้วยความคึกคะนอง จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเมื่อใดที่ท่านสำนึกได้ว่ามีผู้ที่กำลังเดือดร้อนจากผลการกระทำของท่านจำนวนมาก แล้วท่านแก้ไขตัวเองกลับไปยอมรับผิดที่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน  เมื่อนั้นท่านกำลังไถ่บาปให้กับตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาช่วยไถ่บาปสะเดาะเคราะห์ให้กับท่าน เหมือนกับที่เฮซุสก็ไม่ได้มาช่วยไถ่บาปให้กับวัยรุ่นทั้งสามคน แต่เฮซุสมาช่วยให้วัยรุ่นทั้งสามคนสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง



            เคาท์ดาวน์อาจไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่เท่านั้น แต่เคาท์ดาวน์ในอีกความหมายหนึ่งคือการย้อนกลับไปทบทวนความผิดพลาดที่คุณทำไว้ในอดีต แล้วปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมเสียใหม่ก่อนจะสายเกินไป เหมือนอย่างที่เฮซุสพูดทิ้งท้ายไว้ว่า 

         “ทำตัวดี ๆ ไม่งั้นปีหน้าเจอกัน”

.


วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แม้แต่พระพุทธเจ้ายังละอาย Buddha Collapsed Out of Shame

คมชัดลึก         25 พฤศจิกายน 2556
พระชาย วรธัมโม เขียน
email : shine6819 [@] gmail.com

บทความเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนต์หมดเปลือก



            ตอนที่เห็นชื่อหนังเรื่องนี้รู้สึกแปลกใจที่มีคำว่า Buddha อยู่ในชื่อหนัง เมื่อแรกเห็นใบปิดก็สงสัยในใจว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าตรงไหน เพราะเป็นภาพเด็กผู้หญิงที่ดูคล้ายชาวมุสลิมในตะวันออกกลาง แต่หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เข้าใจ สาร ที่ผู้กำกับพยายามสื่อมากขึ้นว่าผู้กำกับต้องการบอกอะไรกับคนดู




            “แม้แต่พระพุทธเจ้ายังละอาย” หรือ Buddha Collapsed Out of Shame เป็นหนังจากประเทศอิหร่านแต่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศอัฟกานิสถาน ออกฉายเมื่อปี ๒๕๕๐ หนังเริ่มต้นด้วยฉากระเบิดพระพุทธรูปยักษ์แห่งบามิยัน จากนั้นก็เล่าเรื่องราวของเด็กหญิงบัคเตย (Baktay) วัย ๖ ขวบกำลังเลี้ยงน้องอยู่ในถ้ำเชิงผาซึ่งในอดีตกาลเคยเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอัฟกันโดยมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปยักษ์ที่ถูกทำลายวางกองเป็นเศษหินอยู่ใกล้ ๆ เป็นฉากหลัง หนูน้อยบัคเตยอยากไปโรงเรียนเหมือนเด็กชายแอ็บบัส (Abbas) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอยู่ในถ้ำถัดไป เธอจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะไปเรียนหนังสือให้ได้ ก่อนอื่นเธอต้องมีสมุดกับดินสอเสียก่อนแต่เธอไม่มีอะไรสักอย่าง

            การที่เด็กหญิงในประเทศแถบตะวันออกกลางจะไปโรงเรียนไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะเด็กผู้หญิงในประเทศแถบนี้ถูกกีดกันออกจากการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเด็กหญิงชนชั้นล่างที่ยากจน  หนูน้อยบัคเตยจึงเริ่มต้นด้วยการนำไข่ไปขายที่ตลาดเพื่อนำเงินไปซื้อสมุดและดินสอ เมื่อเธอนำไข่ไปขายที่ตลาดกลับไม่มีใครช่วยซื้อไข่ของเธอเลยแม้ว่าผู้ใหญ่หลายคนจะมีเงินอยู่ในมือก็ตาม เธอจึงต้องเปลี่ยนวิธีหาเงินด้วยการนำขนมปังไปขาย เมื่อได้เงินมาเธอจึงนำไปซื้อสมุดแต่ก็ไม่เพียงพอที่จะซื้อดินสอ เธอจึงต้องแอบเอาลิปสติกของแม่ไปใช้แทนดินสอ

            เมื่อมีอุปกรณ์การเรียนครบแล้วแอ็บบัสจึงพาบัคเตยไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือด้วยกัน แต่เมื่อไปถึงโรงเรียนบัคเตยพบว่ามันเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กผู้ชาย โรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงต้องเดินไปตามลำธารซึ่งอยู่ห่างออกไปเธอจึงเดินไปตามลำพัง ระหว่างทางเธอต้องเผชิญกับก๊วนเด็กเกเรที่ชอบเล่น เกมสงครามเด็กเกเรสมมติแก๊งตัวเองว่าเป็นพวก ตอลีบันคอยรังแกเด็กที่เดินผ่านมาไม่ว่าเด็กคนนั้นจะสมัครใจเล่นเกมนี้หรือไม่ก็ตาม

            เมื่อบัคเตยผ่านมาพวกแก๊งเด็กทโมนตอลีบันก็พากันแย่งสมุดของเธอไปฉีกเล่นจนเธอร้องไห้ แล้วคลุมศีรษะเธอด้วยถุงกระดาษพร้อมกับบังคับว่าเธอเป็นผู้หญิงต้องคลุมศรีษะห้ามเอาออก จากนั้นก็พาเธอไปกักไว้ในถ้ำ ในขณะที่แอ็บบัสถูกก๊วนเด็กตอลีบันหลอกให้เดินตกลงไปในบ่อโคลนจนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม 





แก๊งเด็กทโมนพาบัคเตยไปกักในถ้ำซึ่งมีเด็กหญิงอีก ๓-๔ คนถูกจับไว้ก่อนแล้ว เด็กทุกคนถูกคลุมศีรษะด้วยถุงกระดาษราวกับเป็นตัวตลก เมื่อได้โอกาสบัคเตยจึงพาทุกคนหนีออกจากถ้ำ เธอรีบวิ่งไปโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงทันที เมื่อไปถึงหนูน้อยบัคเตยพบว่าที่นั่นมีแต่เด็กที่มาจากครอบครัวดีมีฐานะ ไม่มีใครแบ่งเก้าอี้ให้เธอนั่ง เธอถูกรังแกถูกแย่งสมุดไปฉีกและถูกแย่งลิปสติกไปทาเล่น เมื่อครูเห็นบัคเตยเป็นเด็กที่แปลกปลอมเข้ามาคุณครูก็ขับไล่เธอออกไปจากห้องเรียน แม้จะมีสมุดและมาถึงโรงเรียนแล้วแต่บัคเตยก็ไมมีโอกาสได้เรียนหนังสือตามที่ฝันไว้

เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือบัคเตยจึงเดินกลับบ้านพร้อมกับแอ็บบัส ระหว่างทางเด็กทั้งสองต้องเผชิญกับแก๊งเด็กทโมนอีกครั้งคราวนี้พวกเด็กทโมนสวมบทบาททหารอเมริกันที่ชอบทำตัวเป็นมือที่สามใช้ความรุนแรงกับประเทศต่าง ๆ  แอ็บบัสจึงแกล้งทำเป็นตายเพื่อจะได้ไม่ถูกรังแกอีก คราวนี้ได้ผลแก๊งเด็กทโมนไม่สนใจแอ็บบัสแต่วิ่งตามบัคเตยไปติด ๆ เมื่อแอ็บบัสปลอดภัยจึงลุกขึ้นตะโกนไล่หลังบัคเตยไปว่า “บัคเตย...เธอต้องตายแล้วเธอจะได้รับอิสรภาพ” บัคเตยได้ยินจึงล้มตัวลงนอนกับพื้นเพื่อให้เด็กเกเรเห็นว่าเธอตายแล้ว แล้วบัคเตยก็ได้รับอิสรภาพจริง ๆ แต่เป็นอิสรภาพที่ตายแล้ว ไม่ใช่อิสรภาพที่มีชีวิต




                                                ฮานา มัคมัลบัฟ ผู้กำกับ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ Buddha Collapsed Out of Shame ที่แสดงโดยเด็ก ๆ ชาวอัฟกัน กำกับโดยฮานา มัคมัลบัฟ (Hana Makhmalbaf) เยาวชนหญิงชาวอิหร่านวัย ๑๘  ฮานาให้สัมภาษณ์ว่าภาพยนตร์ที่เธอถ่ายทำเรื่องนี้พยายามสะท้อนให้เห็นว่าสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถานได้ส่งผลกระทบกับเด็ก ๆ อย่างไรบ้าง

“หากเด็ก ๆ อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง โลกก็ตกอยู่ในอันตรายเพราะเด็ก ๆ คือผู้ใหญ่ในอนาคต เหมือนกับเด็กชายแอ็บบัสเมื่อถูกเด็กทโมนรังแกจนสุดจะทนเขาก็ตะโกนออกมาว่า หากฉันโตขึ้นฉันจะฆ่าพวกแกเมื่อเด็กอยู่กับความรุนแรงในที่สุดความรุนแรงก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา”

ในช่วงที่ผ่านมาอัฟกานิสถานถูกประเทศรัสเซียกระทำรุนแรงในนามคอมมิวนิสต์ ตามด้วยกลุ่มตอลีบันกระทำรุนแรงในนามของผู้จงรักภัคดีต่อพระเจ้า ตบท้ายด้วยฝ่ายอเมริกันกระทำรุนแรงในนามกองกำลังรักษาสันติภาพ ทั้งสามฝ่ายกระทำรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับผู้คนในประเทศนี้ จนเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน ผู้หญิงและเด็กจำนวนไม่น้อยต้องทนเห็นพ่อ พี่ชาย หรือสามีถูกฆ่าตัดคอต่อหน้าต่อตา แม้ฝ่ายอเมริกาที่เข้ามาช่วยเหลือก็ใช้ความรุนแรงในแบบเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ทั้งสามฝ่ายกระทำชำเราผู้คนในประเทศนี้สะท้อนผ่านบุคลิกตัวละครแก๊งเด็กเกเรในหนังเรื่องนี้ที่ชอบเล่นเกมสงคราม มีการสมมติบทบาทว่าฉันเป็นพวกตอลีบัน เธอเป็นพวกอเมริกา แกเป็นพวกก่อการร้าย เด็ก ๆ ซึมซับเอาความรุนแรงเข้าไปในจิตวิญญาณจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันเมื่อพวกเขาเห็นคนใกล้ตัวถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา พวกเขาก็ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความรุนแรงเป็นการตอบแทน

ในหนังเรื่องนี้จึงไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ตัวละครเด็กทุกตัวในหนังกำลังสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นกับอัฟกานิสถาน เด็กผู้ชายเจริญรอยตามพ่อที่ต้องถือปืนออกไปรบ เด็กผู้หญิงสูญเสียบทบาทของแม่ด้วยการสนใจแต่เมคอัพและการทาลิปสติก ในขณะที่เมืองถูกถล่มด้วยระเบิดพลีชีพจากจรวดบนท้องฟ้าอย่างที่ในหนังแทนภาพด้วยว่าวที่ตกลงมาแล้วไหม้ไฟในทันที หนังเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อให้เห็นว่าอัฟกานิสถานกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพียงใด สงครามภายในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ทำลายจิตวิญญาณของเด็ก ๆ พร้อมกับระเบิดปมปัญหาที่ซับซ้อนมากมาย แม้ว่ากลุ่มตอลีบันจะจากไปแล้วแต่ผลกระทบยังคงอยู่ คงมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะทำให้เด็ก ๆ เป็นอิสระจากความรุนแรงเหมือนอย่างที่บัคเตยได้รับในตอนจบ

ฮานาเล่าว่าตอนที่เธอถ่ายทำหนังเรื่องนี้เธอรู้สึกว่าโลกไม่ได้รับรู้ปัญหาความรุนแรงในอัฟกานิสถานอย่างที่ควรจะเป็น เราจะคาดหวังอนาคตที่ดีให้กับอัฟกานิสถานได้อย่างไรในเมื่อความรุนแรงได้ถูกปลูกฝังซึมลึกไปทั่วผืนแผ่นดินของประเทศนี้ทุกอณู ในฐานะที่เธอเป็นชาวอิหร่านเธอต้องการสื่อสารให้โลกได้รับรู้ว่าความรุนแรงในอัฟกานิสถานไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศของเธอเลย

ฮานาพยายามทำหนังเรื่องนี้ให้มีประเด็นที่เชื่อมโยงกันระหว่างพุทธกับอิสลามโดยนำจุดร่วมของความรุนแรงที่ทั้งสองศาสนาได้รับมานำเสนอ กล่าวคือในขณะที่พระพุทธรูปบามิยันถูกทำลาย เด็ก ๆ ชาวอัฟกันก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปด้วย ความรุนแรงในอัฟกานิสถานจึงไม่ได้เลือกเกิดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ฮานาปิดท้ายฉากจบของหนังด้วยฉากพระพุทธรูปยักษ์ถูกระเบิดกลายเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายเหมือนกับฉากแรกตอนเปิดเรื่องเพื่อสะท้อนว่าหากพระพุทธรูปยักษ์ที่ถูกทำลายลงมากองกับพื้นกำลังเฝ้าดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ พระพุทธรูปคงรู้สึกละอายใจไปกับความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อกัน อันเป็นความหมายของชื่อหนังเรื่องนี้.