วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ไมเกรน โรคร้ายเยียวยาได้


พระชาย วรธัมโม เขียน                         
คมชัดลึก (วันพระ) พฤหัส 5 มิถุนายน 2557
shine6819 [@] gmail.com



 
          ผู้เขียนป่วยด้วยโรคไมเกรนตั้งแต่อายุ ๑๘ นับไปนับมาสิริรวมแล้วป่วยมานาน ๒๘ ปี มีแนวโน้มว่าจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ 

            ไมเกรนที่ผู้เขียนเป็นเรียกได้ว่าเป็นอาการไข้อย่างหนึ่งก็ว่าได้ โดยเริ่มแรกจะมีอาการตาลายมองอะไรจะเห็นเป็นประกายเส้น ๆ เวลามองหน้าคนจะเห็นแค่ครึ่งเดียวคล้าย ๆ กับเวลาเราหน้ามืด อาการนี้จะเป็นอยู่ประมาณ ๑๕ นาทีหลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจากใจกลางศีรษะ ตามด้วยอาการลมตีในท้องจนทำให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวอาเจียนอย่างรุนแรง จากนั้นจะมีอาการใจสั่น ลมหายใจอ่อนระทวยจนรู้สึกว่าใจจะขาด ใจเหลือเพียงนิดเดียวราวกับจะหมดลมหายใจหรือเกือบจะสิ้นลมหายใจไปเลย รวมทั้งมีความรู้สึกหนาวคล้ายคนเป็นไข้ ไม่มีเรี่ยวแรง เดินเหินไปไหนไม่ไหว เวลาเคลื่อนไหวร่างกายจะมีอาการปวดหัว หากเอาศีรษะก้มลมจะยิ่งมีอาการปวดศีรษะมากยิ่งขึ้น อาการนี้จะเป็นอยู่ ๒ วัน หลังจากนั้นภายในเช้าวันที่สามก็จะหายเป็นปกติ หากมีอาการไมเกรนเกิดขึ้นละก็กิจการนัดหมายต่าง ๆ จำเป็นต้องยกเลิกเพราะจะไม่สามารถทำการงานได้ วันทั้งวันจะมีแต่อาการเบลอ ๆ ไม่สว่างสดใส คิดอะไรก็คิดไม่ออก อ่านหนังสือหรือใช้ความคิดก็ไม่ได้ ต้องนอนพักผ่อนเพียงอย่างเดียว

            อาการปวดหัวไมเกรนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่มีอาการตาลาย บางคนก็ไม่มีการคลื่นไส้อาเจียน บางคนมีแค่อาการปวดหัวรุนแรงเท่านั้น บางคนก็ปวดหัวครึ่งเดียว 

            สำหรับการเยียวยารักษา ไมเกรนยังไม่มียารักษาให้หาย พาราเซตาม่อลก็ใช้ไม่ได้ผล มีแต่ยากินสำหรับระงับอาการเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น ยาบางชนิดมีเป็นชุดประกอบไปด้วยตัวยา ๕ เม็ด ผู้เขียนเคยใช้ยาชุดนี้เพราะมีเพื่อนพระนำมาถวายให้ฉัน ปรากฏว่าเป็นยาที่ดีมากคือพอเริ่มเห็นภาพเป็นประกายก็รีบฉันทันที เมื่อฉันไปแล้วนอนพักผ่อนสัก ๑-๒ ชั่วโมง ก็สามารถทำการงานได้ตามปรกติ ไม่มีอาการปวดหัว ไม่มีอาการคลื่นไส้ ทุกอย่างเป็นปกติดี แค่เบลอ ๆ นิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่หาแหล่งซื้อยาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพื่อนพระไปซื้อมาจากไหน

            กับตัวยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นยาเม็ดเดียว อันนี้ค่อนข้างมีแพร่หลาย ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มักจ่ายยาตัวนี้ให้คนไข้ที่เป็นไมเกรน แต่มีประสิทธิภาพต่ำ แค่บรรเทาอาการปวดหัวได้เพียง ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยาตัวนี้ไม่สามารถควบคุมอาการไข้ความรู้สึกหนาว ความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งไม่สามารถควบคุมอาการใจสั่นไปได้ จัดเป็นตัวยาที่มีคุณภาพจำกัดแค่บรรเทาปวดได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง

            นั่นเป็นวิธีการเยียวยาด้วยการใช้ยาซึ่งเป็นสารเคมี แน่นอนว่ายาไม่ใช่อาหาร เพราะฉะนั้นการใช้ยาซึ่งเป็นสารเคมีในการเยียวยารักษาย่อมมีผลกับร่างกายในอนาคต สารเคมีจะเข้าไปสะสมในร่างกายและส่งผลเสียกับร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น 




            ยังมีการเยียวยารักษาไมเกรนในรูปแบบอื่น ๆ อีกเช่นการนวด การจับเส้น การฝังเข็ม ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้ยาซึ่งผู้เขียนแนะนำให้ใช้วิธีการเหล่านี้ดีกว่า ผู้เขียนเคยฝังเข็มด้วยการปักเข็มลงที่กลางกระหม่อมก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ทีเดียว บางแห่งมีวิธีการที่พิสดารไปกว่านั้นคือจับผึ้งมาต่อยตามร่างกายหรือที่ศีรษะ ซึ่งอันนี้เรียกว่าหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง แต่ผู้เขียนเกรงว่าคนป่วยอาจจะตายเสียก่อนเพราะพิษจากเหล็กในของผึ้ง จึงไม่ขอแนะนำ อีกประการหนึ่งก็คือผึ้งเมื่อต่อยแล้วมันก็ต้องตาย เป็นการทำลายชีวิตสัตว์โดยใช่เหตุ ถึงอย่างไรอาการปวดหัวไมเกรนก็คงไม่ได้หายไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่ การใช้ผึ้งต่อยอาจจะไม่คุ้มเพราะต้องละเมิดศีลข้อหนึ่งไปด้วย

            และยังมีวิธีการเยียวยาในรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น การใช้ศีลและสมาธิในการรักษา มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งเธอไปบวชเป็นแม่ชี อาการไมเกรนก็หายไปเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้อธิบายได้ว่าการบวชทำให้มีกำลังของบุญกุศลแรงขึ้น โรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นมารหรือเจ้ากรรมนายเวรอาจจะไม่สามารถตามทันได้ เนื่องจากกุศลธรรมแรงขึ้น หรืออาจจะอธิบายได้ว่าการมีชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่เรียบง่ายไม่วุ่นวาย พร้อมทั้งแม่ชีได้มีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงทำให้สุขภาพจิตดี เมื่อสุขภาพจิตดีก็ทำให้โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างหายไป อย่างนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

            ส่วนอาการไมเกรนของผู้เขียนทุกวันนี้ยังไม่หายสนิทดีนัก เพียงแต่มีอาการดีขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากผู้เขียนเปลี่ยนพฤติกรรมจากฉันเนื้อสัตว์มาเป็นอาหารมังสวิรัติ ตอนที่เปลี่ยนมาฉันมังสวิรัติก็ไม่ได้ตั้งใจว่าขอให้โรคภัยไข้เจ็บหายไป เพียงแต่รู้ตัวว่าตนเองน่าจะมีมารคือโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายเยอะไปหน่อย การหันมาสมาทานงดเนื้อสัตว์น่าจะช่วยลดวิบากกรรมตรงนี้ลงไปได้บ้าง ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากที่ฉันมังสวิรัติได้ ๒๐ ปีก็รู้สึกว่าเราเป็นไมเกรนน้อยลง ไม่ใช่แค่ไมเกรนเท่านั้นที่เป็นน้อยลงแม้แต่โรคผิวหนังบางอย่าง เช่น สิวที่เคยขึ้นเต็มหน้าก็ค่อย ๆ หายไปเนื่องจากเนื้อสัตว์มีไขมันที่ง่ายต่อการทำให้เกิดโรคผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหมู วัยรุ่นที่ต้องการมีหน้าเนียนนุ่มปราศจากสิว ปราศจากหน้ามันควรหันมาบริโภคผักผลไม้ให้มากขึ้นหรือหันมากินมังสวิรัติแทนดีกว่าการใช้โฟมหรือครีมรักษาสิวเพราะนั่นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ นอกจากนี้เวลามีบาดแผลก็หายไวเนื่องจากการกินมังสวิรัติทำให้ผิวหนังมีไขมันน้อยแผลจึงหายเร็ว ในขณะที่การกินเนื้อสัตว์มีผลให้ผิวหนังมีไขมันมาก เวลาเป็นแผลจึงหายช้า




            ส่วนอาการไมเกรนของผู้เขียนที่ว่าดีขึ้นก็คือ เราเป็นไมเกรนน้อยลง จากปกติที่เคยเป็นประมาณเดือนละครั้งซึ่งจัดว่าถี่มาก ก็กลายเป็นปีละครั้ง หรือ ๒-๓ ปีต่อครั้ง จนกระทั่งทิ้งระยะห่าง ๕-๖ ปีจึงเป็นครั้ง หรือเป็นแต่ละครั้งอาการก็ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นอาเจียนเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้ผู้เขียนหันมาใช้อาหารเสริมซึ่งดีกว่าการใช้ยาเพราะไม่มีสารเคมีหรือผลข้างเคียง การหายจากไมเกรนของผู้ป่วยแต่ละคนจึงมีวิธีการที่แตกต่างหลากหลาย คุณผู้อ่านที่เป็นไมเกรนอาจจะต้องค้นหาวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมกับตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการทางพุทธ เช่น บวช ถือศีล ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาจะช่วยได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติ รวมทั้งการแพทย์ทางเลือกที่ปราศจากการใช้ยาวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะไม่หายสนิทแต่เราสามารถเยียวยาได้

            การป่วยด้วยโรคไมเกรนหรือป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ถือเป็นเครื่องเตือนสติที่ดีอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราตระหนักรู้ว่า “การมีร่างกายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นไปไม่ได้เลยเมื่อเรามีร่างกายแล้วร่างกายจะไม่นำทุกข์มาให้เรา ถึงแม้เราจะไม่ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บอะไรสักโรค วันหนึ่งเมื่อเราแก่ชราลงไปก็ต้องป่วยด้วยโรคอะไรสักอย่างในชีวิต เมื่อนั้นเราก็จะเริ่มเป็นทุกข์กับร่างกายของเรา ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างหน้าตาดีเพียงใดเมื่ออายุมากขึ้นสังขารก็ย่อมชำรุดทรุดโทรมลงไป  ไม่มีใครหลีกหนีความทุกข์จากการเจ็บป่วยของร่างกายนี้ไปได้

            สมัยผู้เขียนบวชใหม่ ๆ  พระอาจารย์ดี ติสสะเทโว เคยสอนผู้เขียนด้วยธรรมะสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “เรามีนิ้วมือ เราก็ต้องเป็นทุกข์กับนิ้วมือของเรา หากวันใดนิ้วมือของเราถูกมีดบาด เราก็ต้องเป็นทุกข์ไปกับนิ้วมือของเรา”

            การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐก็จริง แต่การไม่มีโรคอาจทำให้เรากลายเป็นคนหลงโลก หลงไปว่าเรามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง หากวันใดเราเจ็บไข้ได้ป่วยล้มหมอนนอนเสื่ออาจทำให้เราทุกข์หนักกว่าคนอื่นเพราะมัวแต่มีสุขภาพดีเลยลืมพิจารณาว่าไปว่าโลกไม่ได้มีความสุขแค่ด้านเดียวแต่มีด้านทุกข์รวมอยู่ด้วย คนที่มีโรคประจำตัวน่าจะได้เปรียบในเรื่องการมีดวงตาเห็นธรรมเร็วกว่าคนอื่น เพราะเห็นทุกข์ก่อนใคร นี่แหละเขาเรียกว่า “การมองโรคอย่างตรงไปตรงมา” จงเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส อย่าเจ็บไข้ได้ป่วยไปเปล่า ๆ แต่เจ็บป่วยอย่างมีสติปัญญา

           จะได้เป็นคนไม่หลงโรค.







1.      กิเลสมาร คือ กิเลสซึ่งทำให้เรามีความประพฤติ และนิสัยไม่ดีต่างๆ ในแง่ของมารหมายถึง กิเลสที่คอยขัดขวางไม่ให้เราทำความดี

2.      ขันธมาร คือ ร่างกายและจิตใจของเรา ซึ่งบกพร่องแล้วเป็นมารผลาญตัวเอง ในแง่ของมารหมายถึง ขันธ์ที่คอยกีดขวางการทำความดี เช่น ต้องการฟังธรรมะ แต่หูหนวก ไม่สามารถฟังธรรมได้ เป็นต้น

3.      อภิสังขารมาร อภิสังขารคือความคิดนึกอันประกอบกับอารมณ์ เป็นมารเพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรมทำให้เกิดชาติชรา เป็นต้น ขัดขวางไม่ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ

4.      เทวบุตรมาร เทวดาที่เป็นมาร เช่น ท้าววสวัตตี จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี เป็นต้น มารที่มาทำร้ายพระพุทธเจ้า

5.      มัจจุมาร คือ ความตายที่ตัดโอกาสการทำความดีของเรา





นี้เป็นสารอาหารประเภทสมุนไพร (ไม่ใช่ยา) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้หายจากโรคไมเกรน ท่านใดสนใจสอบถามผ่านอีเมล์ข้างบนได้

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

พระแต่งหญิง ‘นาตาลีร้อยหน้า’ นรก สวรรค์ นิพพาน จะเลือกทางไหน ?



พระชาย วรธัมโม  
 คมชัดลึก 
วันพระ (จันทร์)  28 เมษายน 2557





          หลังสงกรานต์ที่ผ่านมามีข่าวคาว ๆ เกี่ยวกับพระสงฆ์ให้พุทธศาสนิกชนได้ทดสอบสติปัญญากันอีกแล้ว คราวนี้เกิดขึ้นกับสถาบันการศึกษาที่ผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่พอดี แต่จะพูดว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาที่ผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่ก็ไม่เชิงนักเพราะเอาเข้าจริง ๆ บุคคลที่เป็นข่าวก็ไม่ได้ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาที่ถูกพาดพิงถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องของบุคคลสองคนขัดแย้งกันเองโดยมีการนำเอาชื่อสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เลยกลายเป็นข่าวที่ถูกเขียนให้เข้าใจผิดกันไปอย่างขาดความรับผิดชอบไปเสีย

            เรื่องของเรื่องก็คือมีการนำเสนอข่าวว่ามีพระสงฆ์แต่งหญิงออกเที่ยวกลางคืน เธอคนนั้นมีฉายา “นาตาลีร้อยหน้า” ในข่าวรายงานว่าเธอนัดพบชายหนุ่มซึ่งอาจมีสัมพันธ์ทางเพศกัน โดยเนื้อข่าวระบุว่านาตาลีเป็นพระนิสิตในสังกัดมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อดัง มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็มีเพียงสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มวก) พอข่าวแพร่ออกไปคนก็สงสัยกันไปต่าง ๆ นานาว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนกันแน่ จนในที่สุดข่าวก็ออกมาว่าพระแต่งหญิงเป็นพระนิสิตในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บอกรายละเอียดว่าเธอศึกษาอยู่ชั้นปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ พักอยู่ในหอพักนิสิต กลางคืนมีรถมารับออกไปเที่ยว ทำไปทำมาก็บอกว่ากำลังจะรับปริญญาเร็ว ๆ นี้ และยังมีการเปิดเผยว่าพระแต่งหญิงท่านนี้สังกัดอยู่ในวัดดังวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ พร้อมกับเปิดเผยชื่อวัดด้วย

            ในทีสุดเรื่องก็ไปพัวพันกับพระครูท่านหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่หอพักใน มจร. ผู้เขียนได้สอบถามไปยังพระสุกิจจ์ สุจิณโน นายกองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านศึกษาอยู่ในคณะสังคมศาสตร์เช่นกัน ท่านให้ข้อมูลว่า “นาตาลี” ไมได้ศึกษาอยู่คณะสังคมศาสตร์ และไม่ได้เป็นพระนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแต่อย่างใด ความผิดพลาดเกิดจากพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณผู้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จิตอาสาในหอพักนิสิต มจร. ปล่อยข่าวว่านาตาลีเป็นนิสิต มจร. คณะสังคมศาสตร์ ดึก ๆ ก็แต่งหญิงออกไปเที่ยว และกำลังจะรับปริญญา จนทำให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกัน ต่อมาพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณได้เขียนข้อความขอโทษที่หน้าเฟซบุ๊คของตนเองที่ปล่อยข่าวสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับสถาบัน พร้อมทั้งขอขมาต่อพระเถรานุเถระทั้งหลาย ท่านสุกิจจ์ได้เล่าว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้พระครูท่านดังกล่าวก็หายไปจาก มจร.ทันที

            เมื่อตามข่าวต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้ทราบว่าเบื้องหลังระหว่างพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณกับพระที่ถูกอ้างว่าแต่งหญิงมีการผิดใจกัน เพราะมีการนำข้อความพูดคุยกันในลักษณะการต่อรองในเรื่องบางอย่างคล้าย ๆ จะเกี่ยวกับเรื่องเพศซึ่งอ้างว่าเป็นของพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณออกมาแฉในข่าว จึงเดาว่าบุคคลทั้งสองน่าจะมีเรื่องผิดใจกัน ต่างฝ่ายจึงนำความลับของกันและกันมาเผยในสื่อ สื่อก็มีหน้าที่ทำเรื่องให้บานปลายออกไป โดยพระครูก็ดึงชื่อสถาบัน มจร. เข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่นาตาลีก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ มจร. อย่างที่กล่าวไปแล้ว  จริง ๆ แล้วบุคคลทั้งสองเมื่อมีความขัดแย้งกันควรหาข้อยุติให้เรียบร้อย ไม่ใช่เอาความผิดของฝ่ายตรงข้ามมาเปิดเผยในสื่อ ซึ่งในที่สุดเรื่องของคนสองคนได้กลายเป็นอาหารอันโอชะของสื่อเสียเอง งานนี้บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ พุทธศาสนิกชน, คนเสพข่าว, สถาบันการศึกษา ส่วนคนที่พร้อมจะรังเกียจตุ๊ดกะเทยอยู่แล้วก็รังเกียจตุ๊ดกะเทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต่างตกเป็นเหยื่อของการเสพข่าวหมดเลย

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกท่านว่าเวลาที่ท่านกับคู่กรณีมีความขัดแย้งหรือผิดใจกันควรหาทางยุติให้เรียบร้อยแทนที่จะใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะในที่สุดสื่อไม่ได้ทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นแต่สื่อได้ย้อนกลับมาทำลายตัวท่านและบุคคลอีกหลายฝ่ายเลยทีเดียว ผู้ที่ได้กำไรจากการนี้เห็นจะเป็นสื่อเท่านั้นที่ได้เร็ทติ้งจากการขายข่าวอันโอชะ

            และหากติดตามข่าวให้ดีก็จะพบว่าข่าวพระแต่งหญิงนี้ยังไม่นิ่ง ล่าสุดมีรายงานว่านาตาลียังเป็นพระ ซึ่งกระแสข่าวก่อนหน้านี้บอกว่าเธอสึกไปแล้ว กว่าบทความนี้จะถูกตีพิมพ์เผยแพร่เชื่อว่าข่าวยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดในรูปการณ์ใด หรือผลสุดท้ายเรื่องนี้จะสรุปออกมาในแนวไหน

ข้อสังเกตประการหนึ่งจากข่าวทำนองนี้ก็คือการนำเสนอข่าวจะมีลักษณะเป็น "ซีรี่ส์" (Series) เป็นตอน ๆ มีความยืดเยื้อน่าติดตามคล้ายละครโทรทัศน์ คนที่ติดตามก็จะเหมือนได้เสพกัญชาคือรู้สึกเมามันมีความสุขไปกับการเสพข่าวและรู้สึกอยากติดตามตอนต่อไปเรื่อย ๆ สื่อจะไม่มาสนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวคาว ๆ ทำนองนี้ สังคมจะเสียหายอย่างไรสื่อไม่สนใจ เพราะนี่ถือเป็นรายได้อันโอชะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนดัง, คนมีชื่อเสียง, คนที่อยู่ในสถาบันต่าง ๆ ราคาข่าวจะยิ่งเพิ่มยอดให้กับคนทำข่าวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันศาสนาถือว่าช่วยเรื่องเร็ทติ้งได้มาก น่าจะเรียกได้ว่าคนทำข่าวทำนองนี้เป็นหนี้บุญคุณพระศาสนาก็น่าจะได้ เพราะข่าวศาสนาทำให้ท่านมีรายได้เลี้ยงครอบครัวทำให้ท่านมีอยู่มีกิน หากไร้ข่าวด้านลบเกี่ยวกับศาสนาแล้วท่านอาจจะดำเนินชีวิตเลี้ยงครอบครัวด้วยความยากลำบากก็เป็นได้

สำหรับคนที่ติดตามข่าวเมื่อรู้สึกว่าตัวละครในข่าวไม่ได้เป็นคนดีตามที่ตนคาดหวังก็จะรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ ตามด้วยการโพสข้อความด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย แน่นอนว่ายิ่งมีการโพสข้อความวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงก็ยิ่งโหมกระพืออุณหภูมิของข่าวให้ร้อนมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีการแชร์ มีการกดไลค์ก็ยิ่งเพิ่มความฮ็อทของข่าวให้เร่าร้อนเป็นทวีคูณ การทำงานสื่อจึงเป็นเรื่องของการแข่งขัน สื่อไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าว ขอให้มีเร็ทติ้งพุ่งกระฉูดเท่านั้นเป็นพอ

ในฐานะผู้เสพข่าว หลักธรรมเรื่อง “โยนิโสมนสิการ” การคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง และหลักธรรมเรื่อง “กาลามสูตร” การคิดพิจารณาอย่างแยบคายก่อนจะเชื่อมีความสำคัญไม่น้อยสำหรับการเสพข่าวทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และการเสพข่าวสารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ หากเรามีหลักธรรมสองข้อนี้เชื่อว่าเราจะอ่านข่าวทำนองนี้ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เราจะเห็นกระบวนการทำงานที่เป็นมิจฉาทิฏฐิของคนทำข่าว ได้เห็นมายาคติในการนำเสนอข่าว ได้เห็นภาวะจิตของคนที่ตกอยู่ในข่าวว่าบางครั้งพวกเขาก็ทำผิดพลาดตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของ โลภะ โทสะ โมหะ ไม่สามารถหลุดพ้นหรือเอาชนะมารทั้งสามนี้ไปได้  ถ้าพวกเขามีสติปัญญาในการใช้ชีวิตก็คงไม่ตกเป็นเหยื่อในข่าวหรือกลายเป็นผู้เสียชื่อเสียง หรือถ้าพวกเขามีความขัดแย้งกันแต่มีสติปัญญาก็จะสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างถูกต้อง

รวมทั้งได้เห็นภาวะจิตของเราเองว่าเรารู้สึกโกรธและไม่สบายใจเมื่อได้อ่านข่าวทำนองนี้ ในที่สุดเราก็ควรมี “สติ” ตามดูความรู้สึกตัวเองไปด้วย พร้อมกับเพียรระมัดระวังไม่ให้ตกไปอยู่ใต้รากเหง้าของอกุศลมูลที่มีชื่อว่า “โทสะ” และ “โมหะ” เมื่อพิจารณาตนเองอย่างลึกซึ้งเช่นนี้เราจะสามารถเท่าทันกับความรู้สึกของตนเอง เรียนรู้จากผู้ที่ผิดพลาดว่าเราไม่ควรตกอยู่ในภาวะขาดสติเช่นนั้น อ่านข่าวที่ขาดสติแล้วเราก็ไม่ควรกลายเป็นคนขาดสติร่วมไปด้วย จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอข่าวของสื่อที่พยายามเล่นกับกิเลสของเรา หรือไม่ตกเป็นเหยื่อของการกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นความหายนะของคนอื่นจากการทำงานของสื่อ

ในข่าวเพียงหนึ่งข่าวเราอาจจะลงนรก ขึ้นสวรรค์ หรือไปนิพพานก็ได้ ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกทางไหน.